Haruhi-Vol7

2007/Feb/03

[คลิ๊กเพื่อย้อนกลับไปอ่านส่วนแรกของ เล่ม 7 บทที่ 3]



Someone please tell me how the heck do you pay attention in class! I’ll admit that I’m an easily distracted person, so if anyone has a way to memorize everything being said in class, please let me know. It doesn’t matter if it’s only half of what’s being taught, it’s always better than not knowing anything at all. I know that notes are the way to go, but even so, there must be some catch to being able to sit down quietly and take down notes. Anyone know the trick here?

ใครก็ได้ช่วยบอกผมที ว่าคุณตั้งใจเรียนได้ยังไง ! ผมยอมรับนะว่าผมเป็นคนที่วอกแวกได้ง่ายๆ ดังนั้นถ้ามีใครมีวิธีจดจำทุกๆ สิ่งที่ (อาจารย์) พูดในห้องเรียน ช่วยบอกให้ผมรู้ที. มันไม่สำคัญหรอกถึงแม้มันจะได้สักแค่ครึ่งเดียวที่ (อาจารย์) สอน มันก็ยังดีกว่าจะไม่รู้อะไรสักอย่างแหละ. ผมรู้ว่าการจดโน้ตก็เป็นวิธีหนึ่ง แต่ก็นั่นล่ะ มันต้องมีหนทางทำให้สามารถนั่งลงเงียบๆ และจดโน้ตได้สิ. ใครมีวิธีพลิกแพลงให้บ้างไหม ?

This is what someone once told me: “There’s no need to pay attention in class, all you have to do is not think about anything else unrelated to class”, or something of the sort. In other words, all I had to do was to not think of anything else. Since my ears would definitely be bored by then, they would have no choice but to listen to what the teacher had to say, and hence I would be able to understand what the teacher was trying to convey. It seems logical, right?

เคยมีใครบางคนเคยบอกผมไว้. "มันไม่จำเป็นต้องตั้งใจเรียนหรอก สิ่งที่นายต้องทำก็แค่ไม่ไปคิดเรื่องอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเรียน" หรืออะไรประมาณนั้น. หรือจะพูดอีกแบบก็ สิ่งที่ผมต้องทำก็แค่ไม่ไปคิดเรื่องอื่นๆ. เพราะหูของผมชักจะเบื่อๆ ไปเรียบร้อยแล้ว พวกมันเลยไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากจะฟังในสิ่งที่อาจารย์พูด และด้วยเหตุนี้แหละ ผมน่าจะสามารถเข้าใจในสิ่งที่อาจารย์พยายามจะสื่อได้. มันเป็นเหตุเป็นผล ใช่มะ ?

Well, I guess it’s worth a shot. After all, the one who had passed down this sacred technique to me was none other than Haruhi herself and it was probably a technique from the long-lost Hiten-Haruhi-Ryu.

ก็ดี ผมคิดว่ามันคุ้มที่จะลองดูซะหน่อย. จะยังไง คนผู้ที่สืบทอดเทคนิคศักดิ์สิทธิ์นี้ให้แก่ผมก็ไม่ใช่ใครอื่น นอกจากตัวฮารุฮิเอง และมันก็น่าจะเป็นเทคนิคจาก [long-lost Hiten-Haruhi-Ryu] (ศัพท์เทคนิคญี่ปุ่น Hiten = correction marks , Ryu = มังกร , Haruhi=ฮารุฮิ ประมาณว่า เทคนิค/ท่าไม้ตายลับของฮารุฮิ)

The catch was this: I was fine with not paying attention in class, but it was almost impossible to not think of anything else, and even if I did, would life be happy that way? I don’t think Haruhi would want to lead that kind of boring, mundane life. As I started to gradually doubt her words, I suddenly recalled that her results were top notch, a huge contrast with reality.

สิ่งที่เข้าใจเป็นแบบนี้ : ผมก็สบายดีที่ไม่ใส่ใจในห้องเรียน แต่มันก็แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย ที่จะไม่ไปคิดถึงเรื่องอื่นๆ และถึงแม้ผมจะใส่ใจ ชีวิตแบบนั้นจะมีความสุขเหรอ ? ผมไม่คิดว่าฮารุฮิจะต้องการชักนำสู่ชีวิตที่น่าเบื่อ และธรรมดาๆ เช่นนั้น. ขณะที่ผมเริ่มจะสงสัยถ้อยคำของเธอขึ้นทีละน้อย จู่ๆ ผมก็จำได้ว่าผลการเรียนของเธออยู่ในระดับหัวแถว แตกต่างจากความเป็นจริงสิ้นดี.

Trying not to think of anything else right now was plainly futile. Admittedly, I had one less problem to worry about now thanks to that scroll of old parchment. Haruhi’s melancholy had magically evaporated after receiving that old map, thus saving the world from huge blue giants was something that I did not need to worry about.

พยายามจะไม่ไปคิดเรื่องอื่นๆ ที่เป็นเรื่องไม่สำคัญในตอนนี้. เป็นที่ยอมรับว่า ผมมีปัญหาน้อยลงไปเรื่องหนึ่งแล้วนี่ต้องขอบคุณม้วนแผ่นกระดาษหนังเก่าๆ นั่น. ความเศร้าหมองของฮารุฮิได้มลายหายไปราวต้องมนตร์หลังจากได้รับแผนที่เก่าๆ นั่น ดังนั้นการปกป้องโลกจากยักษ์สีฟ้าตัวมหึมาก็เป็นเรื่องที่ผมไม่จำเป็นต้องไปกังวล.

What I did need to think about, though, were those three letters from Asahina-san (Big). It was something that concerned both Asahina-san (Future) and me, something that we needed to accomplish before the designated day. It wasn’t something that I could idle about, and even if I were to rush out of the classroom right now, it would be the first thing on my mind that I had to accomplish…

สิ่งที่ผมต้องคิด ก็คือ เจ้าจดหมายสามฉบับจากอาซาฮินะ(ใหญ่). มันเป็นบางอย่างที่เกี่ยวพันกับทั้งอาซาฮินะ (อนาคต) และตัวผม บางอย่างที่พวกเราจำเป็นต้องทำให้เรียบร้อยก่อนวันที่กำหนด. มันเป็นอะไรบางอย่างที่ผมไม่สามารถปล่อยทิ้งไว้ได้ และถึงแม้ผมจะต้องรีบออกไปจากห้องเรียนในตอนนี้ มันก็ยังเป็นสิ่งแรกในความคิดที่ผมจะต้องจัดการให้เสร็จ...

Gah, with such thoughts in mind, how can you blame me for not understanding what the teacher had to say?

หว๋า ด้วยเรื่องต่างๆ ที่มีอยู่ในความคิดผม คุณยังจะโทษผมที่ไม่เข้าใจในสิ่งที่อาจารย์พูดอีกหรือ ?

After school, Haruhi forcefully dragged me into the club room, just like a fish being dragged away by a fisherman’s net.

หลังโรงเรียนเลิก ฮารุฮิใช้กำลังลากผมเข้าไปในห้องชมรม เหมือนอย่างกับปลาที่โดนลากอยู่ในแหอวนของชาวประมง.

Thanks to Tsuruya-san, I couldn’t use Shamisen as an excuse to skip club activities anymore. And since I had no other matters today, I was forced to follow her into the club room.

ต้องขอบคุณสซึรุยะ ผมไม่สามารถใช้ซามีซันเป็นข้ออ้างโดดกิจกรรมชมรมอีกต่อไป. และเพราะผมไม่มีธุระอื่นในวันนี้ ผมเลยโดนบังคับให้ตามเธอเข้าไปในห้องชมรม.

The orders from the future explicitly stated that I would be very free for today and for tomorrow. It was only the day after tomorrow, and the day after that, that I would be very busy. It was easy to see why. There were two days of holidays, followed by a Sunday, making it a consecutive three days without the need to go to school. And since there was an extra day that students didn’t need to come to school because of the entrance exams, it meant that I would have a long, four day holiday period.

คำสั่งจากอนาคตเปิดเผยอย่างชัดเจนว่าผมจะว่างมากๆ ในวันนี้และวันพรุ่งนี้. จะมีก็แค่เพียงวันถัดจากวันพรุ่งนี้ และวันหลังจากนั้น ที่ผมน่าจะยุ่งมาก. มันช่างง่ายที่จะรู้เหตุผล. มีวันหยุดอยู่สองวัน ตามด้วยวันอาทิตย์ ทำให้มันเป็นเวลาต่อเนื่องสามวันที่ไม่จำเป็นต้องไปโรงเรียน. และเนื่องจากมีวันพิเศษหนึ่งวันที่เหล่านักเรียนไม่จำเป็นต้องมาโรงเรียนเพราะเป็นวันสอบเอ็นทรานซ์ มันก็หมายความว่าผมจะมีช่วงวันหยุดยาวๆ สี่วันเชียวล่ะ.

Time travelers seemed to like using shoe lockers as mailboxes. Was there a problem with handing the letters directly to me? I had many questions to ask Asahina-san (Big), after all.

ดูเหมือนนักเดินทางข้ามเวลาชอบใช้ตู้เก็บรองเท้าประหนึ่งกล่องจดหมาย. มันมีปัญหาอะไรนะ ถึงไม่ส่งจดหมายตรงๆ ให้กับผม ? ไม่ว่ายังไง ผมก็มีคำถามหลายๆ ข้อที่อยากจะถามอาซาฮินะ (ใหญ่).

I had thought of the above problems while I was in class, and I hadn’t thought of a solution even as I now gradually approached the literature club.

ผมคิดเกี่ยวกับคำถามข้างบนระหว่างที่ผมอยู่ในชั้นเรียน และผมก็ไม่สามารถคิดคำตอบออกมาแม้กระทั่งตอนนี้ ที่ผมค่อยๆ เข้าไปใกล้ห้องชมรมวรรณกรรม.

“Yo! Sorry for the wait!”

"ดีจ้ะ! โทษที่ทำให้ต้องรอนะ ! "

With an energetic shout, Haruhi pushed open the doors to the club room, while dragging me by the collar. For some reason, I felt extremely nostalgic at that gesture, as if I hadn’t experienced it in a long, long time. Perhaps it was due to my three days absence from the club room. Even if it was only three days, I had started to miss this place like an old exile yearning for his homeland. Once I entered the club room, I felt like I was finally back home.

พร้อมด้วยการตะโกนอย่างกระตือรือร้น ฮารุฮิผลักประตูห้องชมรมให้เปิดออก พร้อมกับลากผมที่คอเสื้อ. ด้วยเหตุผลบางอย่าง ผมรู้สึกคิดถึงท่าทางแบบนี้อย่างมาก เหมือนกับผมไม่ได้ประสพการณ์มันมานาน มากแล้ว. บางทีมันอาจเพราะช่วงเวลาสามวันที่ผมขาดจากห้องชมรมไป. ถึงแม้จะเป็นเพียงแค่สามวัน ผมก็เริ่มคิดถึงสถานที่นี้เหมือนคนแก่ผู้ถูกเนรเทศคิดถึงบ้านเกิดตัวเอง. เหมือนผมเข้าสู่ห้องชมรม ผมก็รู้สึกเหมือนผมกลับมาถึงบ้านในที่สุด.

Trying to shake off these weird feelings, I closed the doors that Haruhi had conveniently left open, and looked at each brigade member’s face.

พยายามจะเขย่าความรู้สึกประหลาดเหล่านั้นออกไป ผมปิดประตูที่ฮารุฮิเปิดทิ้งไว้และมองที่ใบหน้าของสมาชิกแต่ละคนในกลุ่ม.

The first person I saw was the sailor-uniform clad first year, who was sitting in the corner reading a book, just like always.

คนแรกที่ผมมองเห็นแต่งตัวอยู่ในชุดเครื่องแบบกลาสี กำลังนั่งอ่านหนังสือเล่มหนึ่งอยู่ที่มุม ดั่งเช่นเสมอมา.

Nagato looked at Haruhi and me with her expressionless poker face, before turning back to her book. No extra gestures or “welcome back” speeches, this was the Nagato I had come to know, the goddess silently sitting in a corner of the club room reading a book.

นากาโตะมองที่ฮารุฮิและผมด้วยสีหน้าเฉยเมยไร้อารมณ์ ก่อนที่จะหันกลับไปที่หนังสือของเธอต่อ. ไม่มีท่าทางพิเศษหรือคำพูด "ยินดีต้อนรับกลับมา" นี่แหละ นากาโตะที่ผมรู้จัก เทพธิดาแห่งความเงียบ กำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ที่มุมหนึ่งของห้องชมรม.

“Hey, long time no see.”

"นี่ ไม่ได้เจอกันนานนะ. "

Sitting by the table and playing with a carom board all by himself was Koizumi, the one who always wore a smile, and whose words you never knew when to trust. “How’s Shamisen-One? If it’s possible, I would like to arrange for one of my friend’s relatives to see him. You see, my friend’s relative in question operates an animal clinic, and I’ve heard it’s a very good one.”

กำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะและเล่น carom board (เกมกระดานรูปแบบหนึ่ง) กับตัวเองอยู่ก็คือโคอิซึมิ ผู้ซึ่งยิ้มแย้มอยู่เสมอ และมีคำพูดซึ่งคุณไม่มีทางรู้เลยว่าควรจะเชื่อมันเมื่อไหร่. "ซามีซันเป็นไงบ้างล่ะ ? นี่ถ้าเป็นไปได้ ผมก็อยากจะนัดเวลาให้คนรู้จักของเพื่อนผมคนหนึ่งได้เจอมันหน่อย. คุณรู้ไหม คนรู้จักของเพื่อนผมเปิดคลินิกรักษาสัตว์เลี้ยงอยู่ และผมได้ยินมาว่าเป็นคลินิกที่ดีทีเดียวด้วย. "


Like I’m going to buy that. It’s not like the first day I’ve met you anyway.

คิดว่าผมจะเชื่อแบบนั้นเหรอ. มันไม่ใช่ว่าผมเพิ่งเจอนายวันแรกหรอกนะ.

“Hmm, it seems that you’ve got many friends in various fields, Koizumi.”

"ฮืม ดูเหมือนนายจะมีเหมือนมากมายในหลายๆ สาขาเลยนะ โคอิซึมิ. "

Koizumi gently flicked a carom piece with his finger. “That’s how legends are created, right? From the friends I’ve known, and from the friends my friends have known, the only friends I don’t have are…”

โคอิซึมิพลิกเม็ด carom ด้วยนิ้วของเขา. "ก็เรื่องมันสร้างมาแบบนั้นนี่ จริงไหม ? จากเพื่อนที่ผมรู้จัก และจากเพื่อนที่ เพื่อนผมรู้จัก เพื่อนที่ผมไม่มีก็มีแค่..."

Koizumi gracefully retraced his hands and said elegantly, as if rehearsing for a play:

โคอิซึมิปล่อยมือของเขาอย่างสง่างามและพูดอย่างงดงาม เหมือนกำลังซ้อมบท :

“People who are not native to this world.”

"ผู้ซึ่งไม่ได้อยู่ในโลกใบนี้ตามธรรมชาติ. "

Come off it. I’ve already known of aliens, time travelers and espers. With such a wide social circle, I really think I’m better off not knowing of any sliders, because the appearance of one would be sure to give me a headache.

อย่าล้อเล่นน่า ! ตอนนี้ผมได้รู้จักมนุษย์ต่างดาว นักท่องกาลเวลาและผู้มีพลังพิเศษ. ด้วยสังคมวงกว้างแบบนั้น ผมคิดจริงๆ เลยว่าผมควรจะไม่ไปรู้จักผู้เดินทางข้ามมิติดีกว่า เพราะถ้าปรากฎออกมาสักคน ก็แน่นอนเลยว่าต้องทำให้ผมปวดหัวแน่.

Koizumi gave me a soft laugh, signaling the end of our conversation. Even Haruhi had begun to turn her head in our direction in amusement.

โคอิซึมิหัวเราะเบาๆ ให้กับผม เป็นสัญญาณสิ้นสุดบทสนทนาของพวกเรา. เพราะแม้ฮารุฮิก็เริ่มจะหันหน้ามายังทิศทางของพวกเราแล้วด้วยความสนใจ.

“I heard that there would be a meeting today.”

"ผมได้ยินมาว่าวันนี้จะมีนัดประชุม . "

“Yes, you’re right. An emergency meeting, for that matter.”

"ใช่ นายพูดถูก. ประชุมด่วน เพราะเรื่องนั้น. "

Haruhi said as she took her place by the Brigade Commander’s table.

ฮารุฮิพูดขึ้นขณะที่เธออยู่ที่โต๊ะผู้บัญชาการกลุ่มของเธอ.

“Mikuru-chan, tea.”

"มิคุรุ ขอชา. "

“Okay.”

"จ้ะ. "

With a pitter-patter, Asahina-san came running to Haruhi dressed in her cute maid uniform. It was Asahina-san, alright.

อาซาฮินะสวมอยู่ในชุดเครื่องแบบสาวใช้ที่น่ารักของเธอ วิ่งไปที่ฮารุฮิด้วยเสียงดังเปาะแปะ. ใช่แล้ว เธอคืออาซาฮินะ.

Wait, that’s strange. Shouldn’t it only be natural that I see Asahina-san here at the club room? Hmm…

เดี่ยวก่อน แปลกจัง. มันไม่น่าเป็นเรื่องธรรมดานี่ ที่ผมเห็นอาซาฮินะอยู่ที่นี่ ในห้องชมรม ? ฮืม...

“Erm…” I stuttered.

"อืมม.." ผมพึมพำ.

It seems that I need some time to reorganize the cluttered thoughts in my brain. The Asahina-san standing here is different from the current Asahina-san sitting in Tsuruya-san’s house. This is not the Asahina-san from further in the future, but rather the Asahina-san from the closer future.

ดูเหมือนผมจำเป็นต้องใช้เวลาสักพักในการเรียบเรียงความคิดที่ยุ่งเหยิงในสมอง. อาซาฮินะที่ยืนอยู่ที่นี่ แตกต่างจากอาซาฮินะที่กำลังนั่งอยู่ในบ้านของสซึรุยะ. อาซาฮินะคนนี้ไม่ใช่อาซาฮินะจากอนาคตที่ไกลออกไป แต่เป็นอาซาฮินะจากอนาคตที่ใกล้กว่า.

“Erm… Kyon-kun…”

"เอ่อ... คิยอน..."

Asahina-san said while clumsily filling the kettle with hot water. She looked at me with a look of concern. It was exactly the same look that the other Asahina-san had given me three days ago. Wait, that’s to be expected since they’re one and the same. Oh, what am I saying? I pushed those thoughts out of my mind as I braced myself for what Asahina-san had to say.

อาซาฮินะพูดขึ้นระหว่างที่เติมน้ำร้อนลงในกาน้ำชาอย่างเก้ๆ กังๆ. เธอมองที่ผมด้วยท่าทางเป็นห่วง. มันเป็นแบบเดียวกันกับที่อาซาฮินะอีกคนแสดงให้กับผมเป๊ะ.เดี๋ยวสิ นั่นน่าจะเป็นสิ่งที่คาดได้สิ เพราะพวกเธอเป็นคนๆ เดียวเหมือนกันนี่. โอ๊ะ นี่ผมกำลังพูดอะไรอยู่ ? ผมผลักความคิดต่างๆ ออกจากหัวผมและเตรียมใจสำหรับสิ่งที่อาซาฮินะจะพูด.

“How’s Shamisen? Was he sick because we brought him to a place too cold for him when it was already cold enough outside?”

"ซามีซันเป็นยังไงบ้าง ? มันป่วยเพราะพวกเราพามันไปที่ๆ หนาวเกินไปสำหรับมันตอนที่มันหนาวมากอยู่แล้วเหรอ ? "

“Well, no…”

"ก็ เปล่านะ..."

I could finally confirm that this Asahina-san knew nothing about the future, or at least, until… Erm… The evening five days later. After that, she would probably have to face an entire set of ordeals.

ที่สุดผมก็สามารถยืนยันได้ว่าอาซาฮินะคนนี้ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับอนาคตเลย หรืออย่างน้อยๆ ก็กระทั่ง เอ่อ... ตอนเย็นของอีกห้าวันถัดไป. จากนั้น เธอน่าจะเผชิญกับประสพการณ์แสนสาหัสทั้งชุด.

How do you put it, it was already meant to be? Gah, this is annoying.

ไม่ว่าคุณจะเรียกมันยังไง มันก็เกิดขึ้นแล้วนี่ ? นี่ช่างน่ารำคาญชะมัด.

“Shamisen’s already okay. He’s been better since yesterday, seeing that he was already rolling around energetically by that time.”

"ซามีซันตอนนี้ก็หายแล้วล่ะ. มันอาการดีขึ้นตั้งแต่เมื่อวานแล้ว ดูจากที่มันกลิ้งไปทั่วอย่างกระฉับกระเฉงน่ะ. "

“Is that so? That’s just great.”

"เป็นแบบนั้นเหรอ ? ดีจัง. "

Asahina-san said as she revealed a beautiful smile. Seeing this made me even more uneasy. Shamisen’s illness was just a big fat lie, this I’m sure Asahina-san (Michiru) knew. But since she didn’t say anything, this Asahina-san probably had no clue it was just a lie. I felt as if I had betrayed her trust, and had a sudden sense to apologize to her immediately.

อาซาฮินะพูดพร้อมกับเผยรอยยิ้มแสนสวยงาม. ได้เห็นแบบนี้ยิ่งทำให้ผมไม่สบายใจ. การป่วยของซามีซันเป็นแค่การโกหกคำโต นี่ผมมั่นใจว่าอาซาฮินะ(มิจิรุ) รู้. แต่เพราะเธอไม่ได้พูดอะไรเลย อาซาฮินะคนนี้เลยน่าจะไม่รู้ว่ามันเป็นแค่เรื่องโกหก. ผมรู้สึกเหมือนกับว่าผมทรยศต่อความไว้เนื้อเชื่อใจของเธอ และก็รู้สึกขอโทษเธอเกิดขึ้นในทันที.

“Let me play with him a little bit more. Shamisen’s just so cute.”

"ให้ฉันเล่นมันมันอีกสักหน่อยเถอะ. ซามีซันช่างน่ารัก. "

There’s nothing cuter than you. Even if you were locked in some dark corner of the Milky Way for five hundred years, you would still be just as cute. But if you’re going to use Shamisen as an excuse to come visit my home, you’re more than welcome. Besides, Shamisen has been frequently bringing that black cat he calls his girlfriend back home lately. Maybe they were using visiting me as an excuse?

ไม่มีอะไรขึ้นจะน่ารักไปกว่าเธออีกแล้ว. ถึงแม้ว่าเธอจะถูกขังอยู่ในมุมมืดของทางช้างเผือกเป็นเวลาห้าร้อยปี เธอก็ยังจะน่ารัก. แต่ถ้าเธออยากจะใช้ซามีซันเป็นข้ออ้างเพื่อจะได้แวะเยี่ยมบ้านผม ก็ยิ่งกว่ายินดีต้อนรับอีก. นอกจากนี้ ล่าสุดซามีซันก็มักจะพาเอาเจ้าแมวสีดำที่มันเรียกว่า แฟนมัน กลับมาที่บ้าน บางทีพวกมันอาจจะใช้ข้ออ้างว่ามาเยี่ยมผมก็ได้ ?

“Ah, well… That’s just fine… Ah!”

"อ่ะ จ้ะ... ดีจ้ะ... อ๋า ! "

Asahina-san yelped as she suddenly jumped.

อาซาฮินะครางพร้อมกับที่จู่ๆ ก็โดดขึ้น.

“The tea spilt…”

"ชาล้น... "

Overflowed would be the word. Since she was too busy talking with me about Shamisen, Asahina-san hadn’t noticed that the kettle was already full. However, this seemed to suit Haruhi’s “clumsy maid” idea, as she looked at Asahina-san with her arms crossed, apparently glad at the sight of her cleaning up the spilt tea.

ที่ล้นเกินไปน่าจะเป็นคำพูด. เพราะเธอมัวแต่พูดคุยกับผมเรื่องซามีซัน อาซาฮินะจึงไม่ทันสังเกตุว่ากาน้ำชาได้เต็มแล้ว. จะยังไงก็ตาม นี่เหมือนว่าจะเข้าใจความคิดของฮารุฮิ ที่ว่า "สาวใช้จอมซุ่มซ่าม" เพราะเธอกอดอก มองที่อาซาฮินะ ท่าทางดีใจที่ได้เห็นเธอทำความสะอาดน้ำชาที่ล้น.

I pulled out one of those steel foldable chairs, and took my seat by Koizumi’s side. Haruhi radiated an aura of superiority, but was oddly quiet, as if she had wanted to wait until we had all settled down before making her grand announcement.

ผมดึงเอาเก้าอี้เหล็กที่พับได้ออกมาตัวหนึ่ง และตั้งลงนั่งข้างๆ โคอิซึมิ. ฮารุฮิแผ่รังสีของผู้บังคับบัญชา แต่ก็เงียบอย่างประหลาด เหมือนว่าเธออยากจะรอให้พวกเราทั้งหมดนิ่งเสียก่อน ที่จะทำการประกาศครั้งใหญ่.

“Sorry for the wait.”

"ขอโทษที่ทำให้ต้องรอนะ. "

Asahina-san said as she placed two steaming cups of tea onto the tray, before handing them to both me and Haruhi. I had a feeling that Haruhi would wait until I had finished drinking my tea before making her announcement, since she had no intention of standing up. After downing her steaming tea, Haruhi leaned back on her chair as she turned the computer on, and while waiting for the computer to boot, flipped some magazines on the table. Both of us locked eyes once in a while, and every time we did so, she would have a different expression on her face. She would sometimes seem strict and sometimes laugh evilly. Talk about having a hundred faces. Was this the dreaded calm before the storm?

อาซาฮินะพูดขณะที่เธอวางถ้วยชาที่ควันฉุยสองถ้วยลงในถาด ก่อนที่จะยื่นมันให้ทั้งผมกับฮารุฮิ. ผมมีความรู้สึกว่าฮารุฮิจะรอจนกระทั่งผมดื่มชาเสร็จก่อนที่จะทำการประกาศ เพราะเธอไม่สนใจจะลุกขึ้นยืน. หลังจากจิบชาควันฉุยของเธอ ฮารุฮิก็เอนลงไปบนเก้าอี้ของเธอ พร้อมกับเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ และขณะที่รอให้เครื่องคอมพิวเตอร์บู้ทเสร็จ ก็พลิกๆ ดูนิตรสารบนโต๊ะ. เราทั้งคู่สบตากันอยู่พักหนึ่ง และทุกครั้ง เธอจะมีการแสดงออกบนใบหน้าต่างๆ กัน. บางครั้งเธอดูเหมือนจะเข้มงวด และบางครั้งกลับหัวเราะอย่างชั่วร้าย. พูดถึงเรื่องมีสีหน้าได้นับร้อย. นี่มันเป็นความสงบก่อนพายุจะมาหรือเปล่านะ ?

Koizumi had an expression that suggested he knew nothing at all, as he reorganized the pieces on the carom board; Nagato had the same expression from the start – which is to say none at all; Asahina-san was busy preparing the second round of tea. Everything seemed like it used to be, so normal, so… Perfect. That was what made it seem odd. What was it that made Haruhi decide to just let time pass like this? What about the treasure hunt?

โคอิซึมิแสดงออกด้วยท่าทางที่บ่งว่า เขาไม่รู้อะไรสักนิด ขณะที่เขาจัดเรียงชิ้นส่วนบนกระดาน carom ส่วนนากาโตะก็มีการแสดงออกเหมือนตอนแรก -- ซึ่งก็คือไม่พูดอะไรเลย ทางด้านอาซาฮินะก็กำลังยุ่งกับการเตรียมชาในรอบที่สอง. ทุกๆ อย่างช่างดูเหมือนเคยๆ ช่างเป็นปกติ สมบูรณ์แบบ. นั่นทำให้มันดูพิกล. อะไรทำให้ฮารุฮิตัดสินใจปล่อยให้เวลาผ่านไปแบบนี้ ? แล้วการล่าขุมทรัพย์ล่ะ ?

After a few minutes of fruitless thinking, I decided to not think about it, and let my mind wander wherever it liked.

หลังจากไม่กี่นาทีของการคิดอย่างไร้ประโยชน์ ผมก็ตัดสินใจเลิกคิดเกี่ยวกับมัน และปล่อยให้ความคิดผมล่องลอยไปตามที่มันต้องการ


Not long afterwards, that brief moment of peace was broken. It wasn’t by Haruhi’s shouting, or by announcements forcing students to go home, but by a series of knocks on the front door. “Yes, here it is! Come in!”

ไม่นานหลังจากนั้น ความสงบสุขช่วงสั้นๆ ก็ถูกทำลายลง. ไม่ใช่เพราะเสียงตะโกนของฮารุฮิ หรือการประกาศแจ้งบังคับให้เหล่านักเรียนกลับบ้าน แต่เพราะเสียงเคาะๆ ที่ประตูห้อง. "เยส มาแล้วเหรอ เข้ามาสิ! "


Haruhi yelled in response to the knockings, as she stood up from the chair at bullet speed.

ฮารุฮิร้องขึ้นขานรับต่อการเคาะประตู พร้อมกับลุกขึ้นจากเก้าอี้อย่างรวดเร็วปานกระสุน.


“I’ve been waiting for you! Please, do come in!”

"ฉันรอเธออยู่นะ! เข้ามาข้างในสิ ! "


It was rare to see the Brigade Commander open the door for anyone, especially for a guest.

มันช่างยากที่จะได้เห็นผู้บัญชาการกลุ่มเปิดประตูให้ใครสักคน โดยเฉพาะแขกสักราย.


“Aha, it’s Mikuru-chan and the other Brigade members! Long time no see! Oh wait, Kyon, we just met yesterday! Shamisen’s such a playful little thing, next time be sure to bring him over to play!”

"อะฮะ มิคุรุและก็สมาชิกกลุ่มคนอื่นๆ ! ไม่เจอกันนานนะ! อ๊ะ เดี่ยว คิยอน พวกเราเพิ่งเจอกันเมื่อวานนิ ! ซามีซันช่างเป็นตัวร่าเริงน้อย คราวหน้าอย่าลืมพามันมาเล่นนะ ! "


Tsuruya-san shouted loudly as she entered. Placing her arms around Haruhi’s shoulders, the both of them began to dance wildly. Here we go again.

สซึรุยะตะโกนออกมาดังๆ ขณะเข้ามา. วางแขนของเธอรอบไหล่ฮารุฮิ ทั้งคู่เริ่มต้นเต้น อย่างคะนอง. เริ่มต้นอีกแล้วพวกเรา...


“Hmm, that’s it. The map. It should be an ancient treasure around 300 years old, probably some old Genroku period coins. It would be great if we could find it!”

"ฮืมม แผนที่. มันน่าจะเป็นขุมทรัพย์โบราณอายุราว สามร้อยปี บางทีอาจจะเป็นเหรียญในยุค Genroku. มันคงเยี่ยมถ้าพวกเราหามันเจอ ! "


Tsuruya-san announced loudly as she sat by the table and began chewing down the prawn crackers that were served on the table.

สซึรุยะประกาศเสียงดังขณะที่เธอนั่งลงข้างโต๊ะและเริ่มเคี้ยวขนมปังกุ้งกรอบที่เสริฟอยู่บนโต๊ะ.


“This old, worn out paper is one of my family heirlooms. The buried treasure in question could be anything at all. That day, after cleaning up the store room, I found this priceless piece of treasure buried under a bunch of worthless trash, rattan case still intact ~nyoro!”

"กระดาษเก่าๆ ฉีกๆ นี่เป็นมรดกตกทอดของตระกูลของฉัน. ขุมทรัพย์ปริศนาที่โดนฝังไว้อาจจะเป็นอะไรก็ได้. วันนั้น หลังจากที่ทำความสะอาดห้องเก็บของ ฉันก็เจอสมบัติที่ประมาณค่ามิได้นี่ฝังอยู่ใต้กองขยะไร้ค่า ในตะกร้าหวายอย่างไม่บุบสลายเลย~nyoro! "


After spitting out each and every one of those words at bullet-train speed, Tsuruya-san downed Asahina-san’s tea, stood up, and pointed at the whiteboard.

หลังจากพ่นแต่ละและทุกๆ คำออกมาไวปานรถด่วนชินกันเซ็น สซึรุยะดื่มชาอาซาฮินะลงไป ยืนขึ้นและชี้ไปที่ไวท์บอร์ด.


The old map was pinned down by its edges by four large magnets. Standing nearby the board was Haruhi, who was busy scratching her back with a cane and had a very pleased look on her face.

แผนที่เก่าๆ ถูกหมุดแม่เหล็กตัวใหญ่ยึดไว้ทั้งสี่มุม. ที่กำลังยืนอยู่ข้างๆ บอร์ดก็คือฮารุฮิ ผู้ซึ่งกำลังใช้ไม้เรียวเกาหลังตัวเธอเองและแสดงสีหน้าพึงพอใจ.


“This mountain used to be government property before it came into my family’s possession. We shouldn’t take my ancestor’s words lightly! Something must be buried there, right? Oh, great ancestor…”

"ภูเขาลูกนี้เคยเป็นทรัพย์สินของทางการมาก่อนที่จะตกมาอยู่ใต้การครอบครองของตระกูลของฉัน. พวกเราไม่ควรจะไม่สนใจคำกล่าวของบรรพบุรุษ! ต้องมีบางอย่างฝังอยู่ที่นี่ จริงไหม ? โอ้ บรรพบุรุษที่ยอดเยี่ยม..."


Tsuruya-san clasped her hands together and bowed towards the setting sun. Haruhi took this opportunity to tap the whiteboard with her cane.

สซึรุยะประสานมือของเธอเข้าด้วยกันและโค้งคำนับไปทางดวงอาทิตย์. ฮารุฮิอาศัยโอกาสนี้เคาะไวท์บอร์ดด้วยไม้เรียวของเธอ.


“That is it.”

"นั่นล่ะ. "


That is it? Right now, all I’ve heard is Tsuruya-san explaining the map’s history.

นั่นล่ะ ? ตอนนี้ สิ่งที่ผมได้ฟังก็แค่สซึรุยะอธิบายความเป็นมาของแผนที่.


“And that’s all. Why her ancestor left this great treasure to her, and what it contains, are up to us to discover. I hereby forbid any one of you to reveal this matter to anyone outside the SOS Brigade, save Tsuruya-san.”

"ก็แค่นั้นแหละ. ทำไมบรรพบุรุษของเธอถึงได้ทิ้งสมบัตินี้ไว้ให้เธอ และมันมีอะไรบ้าง ก็ขึ้นอยู่กับพวกเราที่จะค้นพบ. ฉันห้ามไม่ให้ใครในหมู่พวกนายเปิดเผยเรื่องนี้ให้ใครก็ตามภายนอกกลุ่ม SOS รู้ นอกเสียจากสซึรุยะ. "


Haruhi said with her mouth opened wide, revealing a row of snow-white teeth.

ฮารุฮิพูดโดยอ้าปากกว้าง เปิดเผยแถวฟันซี่ขาวปานหิมะ.


“Tomorrow we shall set out to search for buried treasure! If we continue dilly-dallying, someone else might just go and dig it all up, so tomorrow we meet at the usual spot at nine sharp! Let’s head for the mountains! And don’t worry, leave the equipment to me.”

"พรุ่งนี้พวกเราจะออกเดินทางไปค้นหาขุมทรัพย์ที่ถูกฝังไว้ ! ถ้าพวกเรามัวแต่ชักช้า คนอื่นอาจจะไปและขุดมันขึ้นมาก่อนหมดเลยก็ได้ ดังนั้นพรุ่งนี้พวกเราจะมาเจอกันที่จุดนัดพบประจำตอนเก้าโมงตรง! มุ่งหน้าไปยังภูเขา ! และไม่ต้องห่วง ให้ฉันจัดการเรื่องวัตถุอุปกรณ์เอง. "


Needless to say, I wasn’t the least bit surprised. Three days ago, I had heard of the entire treasure hunt from Asahina-san. Yesterday, Tsuruya-san gave me the map for safe keeping. This morning, I had again heard of the treasure hunt from Haruhi. I really have no faith that I’ll be able to pull off a shocked face. I guess it can’t be helped then. Placing the empty teacup by my lips, I pretended to continue drinking my already finished tea.

ไม่จำเป็นต้องเอ่ยถึงเลย ผมไม่แปลกใจสักนิด. สามวันก่อน ผมได้ยินเรื่องทั้งหมดเกี่ยวกับการล่าขุมทรัพย์มาจากอาซาฮินะแล้ว. เมื่อวาน สซึรุยะมอบแผนที่ให้ผมเก็บรักษาไว้. เช้านี้ ผมก็ได้ยินเรื่องการล่าขุมทรัพย์จากฮารุฮิอีกรอบ. ผมไม่มีความเชื่อเพียงพอที่จะปั่นหน้าตกใจได้. ผมคิดว่ามันคงจะช่วยไม่ได้. เลยจ่อแก้วชาที่ดื่มไปหมดแล้วที่ริมฝีปาก แกล้งทำเป็นดื่มต่อ.


I guess there wasn’t a need for that, for the only person who was shocked…

ผมเดาว่าที่จริงก็ไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้นหรอก ส่วนบุคคลเพียงคนเดียวที่ตกใจก็คือ...


“E-Eh, t-treasure hunting? T-tomorrow? Up a h-hill? T-then we’ll n-need bentos…”

"อะ อ่า ล่าขุมทรัพย์ ? พะ พรุ่งนี้เหรอ ? ขึ้นภูเขา ? งะ งั้นพวกเราก็ต้องมี เบนโตะ...(อาหารอย่างหนึ่งของญี่ปุ่น)"


… was Asahina-san.

... อาซาฮินะ.


Nagato looked up at Haruhi with her book still placed open in her laps.

นากาโตะมองขึ้นไปยังฮารุฮิโดยที่หนังสือของเธอยังคงวางอยู่บนตักเธอ.


“Hmm… We might make a great discovery that will further propel the reaches of archaeology. I can’t wait!”

"ฮืมม... พวกเราต้องค้นพบครั้งใหญ่ที่จะนำไปสู่ความก้าวหน้าทางโบราณคดีเป็นแน่. ผมแทบจะทนรอไม่ไหวแล้ว! "


As always, Koizumi was the first one to kiss Haruhi’s ass.

ดังเช่นเคย โคอิซึมิเป็นคนแรกที่ประจบฮารุฮิ.


If Haruhi wanted looks of extreme shock plastered on everyone’s face, she would have been sorely disappointed. Tell you the truth, I don’t think anyone was surprised, not even Asahina-san.

ถ้าฮารุฮิอยากจะได้เห็นสีหน้าตกใจสุดๆ บนใบหน้าของทุกคน เธอน่าจะต้องผิดหวังอย่างมากมาย. บอกคุณตามตรงนะ ผมไม่คิดว่ามีใครสักคนตื่นเต้นแปลกใจ ไม่แม้กระทั่งอาซาฮินะ.


“That’s the spirit! If we really do find buried treasure, we’ll split everything up into equal portions! Of course, Tsuruya-san who has kindly provided us the map will receive a share of our treasure too.”

"นั่นล่ะความมุ่งมั่น! ถ้าพวกเราเจอขุมทรัพย์ที่ฝังไว้จริงๆ พวกเราก็จะแบ่งทุกๆ อย่างให้เท่าๆ กัน! แน่นอน สซึรุยะผู้ซึ่งใจดีมอบแผนที่ให้พวกเราก็จะได้รับส่วนแบ่งด้วยเหมือนกัน. "


“That’s great!!”

"เยี่ยมไปเลย !! "


Tsuruya-san shouted energetically.

สซึรุยะตะโกนอย่างมีพลัง.


“If we do find gold or the sort, I suppose I could give you guys 90% of the entire loot. Since my great great great great great grand father lived during the Genroku period, the only thing that would be able to make his grand children happy even after a few hundred years would probably be gold. I’d like to make the best of his good intentions, but unfortunately, I have something to attend to tomorrow, so I’ll leave the treasure hunting to you guys.”

"ถ้าพวกเราเจอทองหรืออะไรแนวๆ นั้น ฉันกะว่าฉันจะแบ่งให้พวกนาย 90% ของทั้งหมด. เพราะปู่ของปู่ของปู่ของปู่มีชีวิตอยู่ในยุค Genroku สิ่งเดียวที่น่าจะทำให้ลูกหลานของเขามีความสุขถึงแม้จะผ่านไปหลายร้อยปี น่าจะเป็นทองคำ. ฉันก็อยากจะทำให้ดีที่สุดสำหรับความมุ่งหมายดีของเขา แต่โชคไม่ดีเลย ฉันมีบางเรื่องสำคัญต้องสนใจในวันพรุ่งนี้ เลยต้องยกเรื่องล่าขุมทรัพย์ให้เป็นของพวกนาย. "


For some reason, Tsuruya-san’s gaze seemed oddly weird to me at that moment. Just after she shifted her gaze from me, Asahina-san looked at me and laughed. It seemed that Tsuruya-san had kept her promise after all. The most she would do was probably communicate with Asahina-san via body language. There was no way she would tell Asahina-san the truth. I can’t go on suspecting Tsuruya-san like this.

ด้วยเหตุผลบางอย่าง สซึรุยะได้ใช้สายตาประหลาดๆ จ้องที่ผมในตอนนั้น. หลังจากที่เธอละสายตาจากการจ้องผม อาซาฮินะก็มองที่ผมและหัวเราะ. ดูเหมือนว่าสซึรุยะจะรักษาสัญญาไว้ในที่สุด. มากที่สุดที่เธอจะทำก็น่าจะแค่สื่อสารภาษากายกับอาซาฮินะ. ไม่มีทางที่เธอจะบอกความจริงกับอาซาฮินะ. ผมไม่ควรจะสงสัยสซึรุยะต่อแบบนี้เลย.


However…

อย่างไรก็ตาม...


For someone that was unrelated to the SOS Brigade, Tsuruya-san seemed oddly involved, be it the baseball tournament or the snow mountain. But that was only because we asked her to. This time, though, she had approached Haruhi willingly, as if wanting to keep close ties with us. There was no way of knowing what was going on in her head. Don’t tell me this is another scheme she cooked up just to make Haruhi happy. But come to think of it, why would she want to make Haruhi happy? Just for fun and laughter?

สำหรับใครสักคนที่ไม่ได้มีความสัมพันธ์กับกลุ่ม SOS สซึรุยะดูเหมือนจะมีส่วนร่วมอย่างประหลาด ทั้งตอนการแข่งขันเบสบอลหรือภูเขาหิมะ. แต่นั่นก็เป็นเพราะพวกเราขอเธอ. แต่กระนั้น คราวนี้ เป็นตัวเธอที่เข้ามาตีสนิทฮารุฮิอย่างตั้งใจ เหมือนอยากจะรักษาความใกล้ชิดกับพวกเรา. มันไม่มีทางเลยที่จะรู้ว่ามีอะไรอยู่ในความคิดของเธอ. อย่าบอกผมว่านี่เป็นการวางแผนที่เธอทำขึ้นเพื่อให้ฮารุฮิมีความสุข. แต่มาคิดๆ ดู เธอจะต้องการทำให้ฮารุฮิมีความสุขเพื่ออะไร ? แค่ให้สนุกหรือเพื่อความขำขัน ?


Let’s first cast my suspicions about Tsuruya-san, who was merrily chewing on the prawn crackers laid on the table while making a face that suggested she had successfully pulled a prank, aside.

มาเริ่มวิเคราะห์ความสงสัยของผมที่มีต่อสซึรุยะ ผู้ซึ่งกำลังเคี้ยวขนมปังกุ้งกรอบที่วางอยู่บนโต๊ะอย่างร่าเริง ระหว่างที่ทำหน้าเหมือนจะบอกว่าเธอเพิ่งเล่นตลกพิเรนท์ๆ สำเร็จ.


The one who was making an even weirder expression was Koizumi. Come to think of it, Tsuruya-san had visited the club room quite often, but I had no memory of Koizumi meeting her there. Tsuruya-san’s wave of a hand could very well equal an order from the “Organization”. To be in such close quarters with someone of such high superiority must be troubling, Koizumi.

คนผู้หนึ่งซึ่งทำให้เหตุการณ์แปลกขึ้นก็คือโคอิซึมิ. ลองมาคิดดู สซึรุยะเคยมาห้องชมรมก่อนหน้านี้อยู่บ่อยๆ แต่ผมไม่มีความทรงจำที่โคอิซึมิเจอเธอที่นี่มาก่อน. กับแค่การโบกมือของสซึรุยะก็อาจจะมีค่าเทียบเท่ากับคำสั่งจาก "องค์กร". การอยู่ในบริเวณแคบๆ กับใครสักคนที่เหนือกว่าต้องก่อกวนโคอิซึมิแน่.


And…

และ...


I slowly thought of my shadowy conversation with Koizumi that night before, as I stared right into his generic smile. Although I had no idea which parts of his conversation were genuine and which parts weren’t, I had a feeling that the house of Tsuruya and the “Organization” were closely tied. Heck, Tsuruya-san’s mansion may very well be the secret headquarters of Koizumi’s “Organization”. Tsuruya-san and Koizumi may not be working for the same faction, but they were definitely tied to each other, this I could tell. What their relationship was, and how superior Tsuruya-san was to Koizumi, this I had no clue.

ผมคิดอย่างช้าๆ ไปถึงการสนทนาในมุมมืดระหว่างตัวผมกับโคอิซึมิในคืนก่อนนั้น ขณะที่ผมจ้องตรงเข้าไปในรอยยิ้มทั่วๆ ไปของเขา. ถึงแม้ผมจะคิดไม่ออกว่าส่วนไหนของบทสนทนาเป็นความจริงและส่วนไหนไม่ใช่. ผมก็มีความรู้สึกว่าบ้านของครอบครัวสซึรุยะกับ "องค์กร" มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิด. ชิ คฤหาสน์สซึรุยะอาจจะเป็นฐานบัญชาการลับของ "องค์กร" ของโคอิซึมิก็ได้. สซึรุยะกับโคอิซึมิอาจจะไม่ได้ทำงานร่วมในหน่วยเดียวกัน แต่พวกเขาต้องมีความสัมพันธ์กับอีกฝ่ายแน่ นี่ผมระบุได้นะ. ส่วนพวกเขาสัมพันธ์กันยังไง และสซึรุยะใหญ่กว่าโคอิซึมิแค่ไหน อันนี้ผมไม่รู้.


Tsuruya-san appeared to have no idea of Koizumi, Nagato and Asahina-san’s true identities. Although she could tell that the three of them --- and Haruhi, for that matter --- were not ordinary humans, she apparently didn’t poke or pry for more information, at least not openly. I strongly believe what Tsuruya-san had said that day before at her mansion, and also bits of what Koizumi had said. “Leave the troublesome things to the Organization”, eh? It’s just like Nagato locking her synchronization abilities.

สซึรุยะดูเหมือนจะไม่รู้ตัวตนจริงๆ ของโคอิซึมิ นากาโตะกับอาซาฮินะ. แม้ว่าเธอจะสามารถบอกได้ว่าพวกเขาสามคน --- และฮารุฮิ ไม่ใช่คนธรรมดาทั่วไป ชัดเจนว่าเธอไม่ได้ยุ่ง หรือสอดรู้สอดเห็นหาข้อมูลเพิ่มเติม หรืออย่างน้อยก็ไม่เปิดเผย. ผมเชื่ออย่างหนักแน่นในสิ่งที่สซึรุยะพูดในวันก่อนนั้นที่คฤหาสน์ของเธอ และบางส่วนที่โคอิซึมิพูด. "ปล่อยเรื่องยุ่งยากไว้ให้องค์กร " เหรอ ? มันก็เหมือนกับที่นากาโตะล็อคความสามารถในการปรับให้สอดคล้องกันของเธอน่ะสิ.


“… Kyon! Are you listening?!”

"... คิยอน! นี่นายฟังอยู่หรือเปล่า ?! "


A shrill cry pierced my ears, as I found myself staring into the sharp tip of a cane. Glancing up the cane, I found Haruhi’s angry face awaiting me.

เสียงร้องแหลมเสียงหนึ่งแทงใส่หูผม ผมพบว่าตัวเองจ้องตรงไปที่ปลายแหลมของไม้เรียว. เมื่อชำเลืองมองไม้เรียวขึ้นไป ผมก็เจอใบหน้าโมโหของฮารุฮิรอคอยผมอยู่.


“Listen up; tomorrow be sure to dress plainly! All of you should wear clothes that you don’t mind getting dirty. As for Kyon and Koizumi, the both of you can come empty handed. Here’s a list of the things we need.”

"ฟังนะ พรุ่งนี้แต่งตัวแบบเรียบๆ ง่ายๆ นะ! นายน่าจะสวมชุดแบบที่ว่านายไม่สนใจว่ามันจะสกปรกไหม. สำหรับคิยอนกับโคอิซึมิ นายทั้งคู่ไม่ต้องเอาอะไรมาเลยก็ได้. นี่คือรายชื่อสิ่งของที่พวกเราต้องการ. "


Haruhi barked at Asahina-san to fetch a marker.

ฮารุฮิตะคอกอาซาฮินะให้ไปเอาปากกามาร์คเกอร์อันหนึ่งมา.


Still dressed in her maid outfit, Asahina-san hurriedly fetched a marker and began writing down everything Haruhi had said with child-like enthusiasm.

ยังคงสวมอยู่ในชุดสาวใช้ อาซาฮินะรีบหยิบปากกามาร์คเกอร์ออกมาและเริ่มต้นเขียนทุกๆ อย่างที่ฮารุฮิพูดเหมือนเด็กกำลังตั้งอกตั้งใจ.


“First we’ll need two steel shovels, but you can leave this to me. Next, we’ll need bentos. Mikuru-chan, you know what to do. Then we’ll require compasses, flash lights and a map. No, not the treasure map, but a real, accurate map of Japan. Oh, and if possible, please remember to prepare emergency canned food, and a flare launcher too.

"อย่างแรกเลย พวกเราต้องการพลั่วเหล็กสองอัน แต่พวกเธอปล่อยเรื่องนี้ให้ฉันก็ได้. ถัดมา พวกเราต้องการเบนโตะ. มิคุรุ เธอรู้ว่าทำยังไงนะ. จากนั้นพวกเราก็ต้องการเข็มทิศ ไฟฉายและแผนที่. ไม่ ไม่ใช่แผนที่ขุมทรัพย์นะ แต่หมายถึงแผนที่จริงๆของญี่ปุ่น. โอ๊ะ และถ้าเป็นไปได้ อย่าลืมเตรียมอาหารกระป๋องฉุกเฉินและพลุสัญญาณด้วยนะ. "


Which mountain are you planning to climb? This isn’t even a mountain, it’s barely a hill. Unless we run into some strange phenomena again, like a sudden snowstorm, we should be alright. And if by chance we really did run into some strange phenomena, what use would compasses and flare launchers be of? The incident that happened during the end of last year suddenly came into mind.

นี่เธอวางแผนจะไปปีนเขาที่ไหนแน่ ? นี่ไม่นับเป็นภูเขาด้วยซ้ำ มันแค่เนินลูกหนึ่งเอง. นอกเสียจากพวกเราจะวิ่งเข้าไปสู่ปรากฏการณ์ประหลาดอีกรอบ, อย่างเช่นอยู่ๆ เจอภูเขาหิมะ , พวกเราก็น่าจะปลอดภัย. และถ้าพวกเราเกิดตกอยู่ในปรากฏการณ์ประหลาดจริงๆ เข็มทิศกับพลุสัญญาณมันจะใช้ทำอะไรได้ ? อยู่ๆ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นช่วงท้ายปีก่อนก็โผล่ขึ้นมาในความคิดผม.


Nagato’s black pupils were fixed directly on Asahina-san’s neat writing. As I confirmed what was on the board, I couldn’t help but sigh.

ลูกตาดำของนากาโตะค้างตรงอยู่ที่ตัวอักษรเรียบร้อยที่อาซาฮินะเขียน. เมื่อผมยืนยันได้ว่ามีอะไรเขียนอยู่บนบอร์ดบ้าง ผมก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากถอนใจ.


From what Asahina-san (Michiru) said, there was no need to bring any flare launchers or emergency canned food, since we would be back peacefully. Heck, there was no need to climb that darned mountain either, since we would come back empty-handed. However, Asahina-san had told me to take care, as something important would happen then. I wonder what it was.

จากที่อาซาฮินะ (มิจิรุ) พูด มันไม่จำเป็นต้องพกเอาพลุสัญญาณหรืออาหารกระป๋องฉุกเฉินไปด้วยหรอก เพราะพวกเราน่าจะกลับได้อย่างปลอดภัย. ชิ, มันไม่มีความจำเป็นต้องปีนภูเขาบ้าๆ นั่นด้วย, เพราะพวกเราจะกลับมามือเปล่า. ยังไงก็ตาม อาซาฮินะบอกผมให้ระวังตัว เหมือนว่ามีบางสิ่งสำคัญจะเกิดขึ้น. ผมล่ะสงสัยว่ามันจะเป็นอะไร.


Going up a hill, savoring Asahina-san’s bentos, and going down the hill; Sounds like a picnic to me. Oh and there would be an extra “workout” session for Koizumi and me too.

ปีนขึ้นเนิน ลิ้มรสเบนโตะฝีมืออาซาฮินะ และปีนลงเนิน สำหรับผมแล้วฟังเหมือนเป็นปิคนิคจัง. โอ๊ะ และมันน่าจะมี "งาน" พิเศษ สำหรับโคอิซึมิกับผมด้วย.


I knew without a doubt that it would be boring. Maybe it would have been better if I hadn’t asked Asahina-san about it. But alas, I had to do it in order to maintain the delicate balance between the past and the future, since it was decided a long time ago that the SOS Brigade would have an activity this weekend.

ผมรู้โดยไม่ต้องสงสัยเลยว่ามันต้องน่าเบื่อแน่. บางทีมันอาจจะดีกว่า ถ้าผมไม่ถามอาซาฮินะเกี่ยวกับมัน. แต่ก็นั่นล่ะ ผมจำเป็นต้องทำมันเพื่อที่จะรักษาความสมดุลอันซับซ้อนระหว่างอดีตกับอนาคต เพราะมันถูกตัดสินไว้เนิ่นนานแล้วว่ากลุ่ม SOS จะต้องมีกิจกรรมในหยุดสุดสัปดาห์นี้.


Now going on that stupid treasure hunt just for the sake of maintaining the balance, this I can understand. What Asahina-san (Big)’s orders were for, however, this I could not fathom. I was sure that Asahina-san (Michiru) didn’t understand them either. Oh whatever. If put in terms of loss and gain, we would probably end up with a neutral zero anyway – the loss would balance out the gain.

งวดนี้ต้องไปล่าขุมทรัพย์งี่เง่านั่น ก็มีเป้าหมายเพื่อรักษาสมดุล นี่ผมก็เข้าใจหรอกนะ. แต่คำสั่งของอาซาฮินะ (ใหญ่) มีเพื่ออะไร นี่ล่ะ ที่ผมไม่เข้าใจเลย. ผมมั่นใจว่าอาซาฮินะ (มิจิรุ) ก็ไม่เข้าใจสิ่งเหล่านั้นเหมือนกัน. โอ ไม่ว่ายังไง ถ้าว่าในเทอมของสิ่งที่เสียไปกับสิ่งที่ได้มา พวกเราน่าจะจบลงที่ศูนย์ - สิ่งที่สูญไปน่าจะสมดุลกับสิ่งที่ได้รับ.


Wait a second. I think the loss outweighs the gain.

เดี่ยวก่อน. ผมคิดว่าสิ่งที่สูญไปมันเกินดุลกับสิ่งที่ได้รับซะอีก.


Trying very hard to keep my emotions in check, I sat at the table without uttering a single word.

พยายามอย่างหนักที่จะควบคุมอารมณ์ ผมนั่งบนโต๊ะโดยไม่พูดออกไปแม้แต่สักคำเดียว.


Haruhi, who was by now completely obsessed with mountains, was still busy adding items to the already massive list of equipment. The entire white board was so full that Asahina-san was having a hard time squeezing in the items Haruhi mentioned.

ฮารุฮิ ผู้ซึ่งตอนนี้โดนภูเขาครอบงำ ยังยุ่งอยู่กับการเติมนั่นเติมนี่สู่รายชื่อวัตถุอุปกรณ์. ไวท์บอร์ดทั้งบอร์ดเต็มไปหมดจนอาซาฮินะประสพความลำบากในการเติมรายชื่อสิ่งที่ฮารุฮิเอ่ยถึง.


“Haruhi, we’re not planning to scale the Himalayas. The most we’d probably need is a GPS tracker. It would enable us to communicate with the outer world in terms of danger, and make rescue operations swifter by pin-pointing our exact location.”

"ฮารุฮิ พวกเราไม่ได้กำลังวางแผนจะปีนภูเขาหิมาลัยนะ. อย่างมากที่สุดที่พวกเราต้องการก็แค่เครื่องติดตาม GPS. ที่มันจะทำให้พวกเราสามารถติดต่อสื่อสารกับโลกภายนอกได้ในกรณีที่พวกเราตกอยู่ในอันตราย และทำให้ปฏิบัติการช่วยเหลือง่ายขึ้นโดยชี้ระบุตำแหน่งที่แน่นอนของพวกเรา. "


Tsuruya-san laughed as she said: “I remember that I used to run around that mountain when I was young. It’s perfectly safe ~nyoro! There aren’t even grizzly bears there!”

สซึรุยะหัวเราะพร้อมกับพูด "ฉันจำได้ว่าฉันเคยวิ่งไปทั่วบนภูเขาลูกนั้นเมื่อตอนที่ฉันยังเด็ก. มันปลอดภัยสมบูรณ์แบบเลย ~nyoro! บนนั้นไม่มีแม้แต่หมี grizzly ! "


Haruhi flashed Tsuruya-san a smile as she replied: “Thanks a lot, Tsuruya-san. We’ll be counting on you should we run into any trouble.”

ฮารุฮิยิ้มออกมาให้สซึรุยะครั้งหนึ่ง พร้อมกับตอบ "ขอบคุณมากนะ สซึรุยะ. พวกเราจะเชื่อเธอ พวกเราคงไม่เจอปัญหาอะไรหรอก. "


So you weren’t serious about all that stuff after all?

งั้นเธอก็ไม่ได้จริงจังอะไรกับสิ่งของทั้งหมดนั่น งั้นเหรอ ?


Haruhi spun the cane in her hand as she said:

ฮารุฮิแกว่งไม้เรียวในมือเธอพร้อมกับพูดขึ้น :


“Everyone, I think that’s all for the preparations. We should definitely work harder for Tsuruya-san’s sake, and unearth the great treasure her great-grand-ancestor left for us!”

"ทุกคน ฉันคิดว่าการเตรียมการณ์คงมีแค่นี้แหละ. พวกเราน่าจะต้องทำงานหนักหน่อยเพื่อเห็นแก่สซึรุยะ และขุดขุมทรัพย์ที่ปู่ทวดบรรพบุรุษของเธอทิ้งไว้ให้พวกเรา ! "


For some strange reason, I felt oddly calm. Perhaps it was due to Haruhi’s melancholy disappearing as she once again looked at me with those bright, sparkling eyes. I felt strangely at peace with myself, as if all feelings of anxiety had suddenly evaporated. But was that all? Why in the world would I feel so relaxed even though I knew I would go on a fruitless treasure hunt tomorrow?

ด้วยเหตุผลแปลกๆ บางอย่าง ผมรู้สึกสงบใจอย่างประหลาด. บางทีมันอาจเป็นเพราะความหม่นหมองของฮารุฮิได้หายไป เพราะเธอกลับมามองที่ผมด้วยดวงตาสดใสเจิดจ้า แวววาวอีกครั้งหนึ่งแล้ว. ผมรู้สึกสงบอย่างประหลาดกับตัวเอง ประหนึ่งว่าความรู้สึกวิตกกังวลทั้งหลายแหล่อยู่ๆ ก็จางหายไป. แต่ทั้งหมดนั่นมันอะไรกัน ? ทำไมผมถึงรู้สึกผ่อนคลายทั้งๆ ที่ผมรู้ว่าผมต้องล่าขุมทรัพย์อย่างไร้ประโยชน์ในวันพรุ่งนี้ด้วย ?


Oh well, I can’t afford to put too much thought into it. As long as it makes me feel better, who cares what the reason is.

โอ ช่างเถอะ ผมไม่สามารถจะไปคิดมากเกี่ยวกับมัน. ตราบเท่าที่มันทำให้ผมรู้สึกดีกว่า ใครจะไปสนใจเหตุผลล่ะ.


Haruhi must have decided on this treasure hunt long before the meeting, as she had borrowed an entire lot of books, brochures and even novels about the warring periods. According to Tsuruya-san, her ancestor was also filthy rich (I think he was the village chief or a famous salesman). Since having nothing better to do, all of us began speculating as to what the buried treasure could have been.

ฮารุฮิต้องตัดสินใจเรื่องล่าขุมทรัพย์ไว้นานแล้ว ก่อนที่จะประชุม เพราะเธอได้ยืมหนังสือทั้งชุด, แผ่นพับหรือแม้แต่นิยายเกี่ยวกับยุคสงคราม. ว่าตามสซึรุยะ บรรพบุรุษของเธอร่ำรวยมหาศาล (ผมคิดว่าเขาน่าจะเป็นหัวหน้าหมู่บ้านหรือนักค้าขายผู้มีชื่อเสียง). ในเมื่อไม่มีอย่างอื่นที่ดีกว่าให้ทำ พวกเราทั้งหมดเลยเริ่มต้นคาดเดาว่าทรัพย์สมบัติน่าจะถูกฝังไว้ที่ไหน.


Actually, our “speculation” was no more than simple discussion and guess work, but before we had known it, one hour had already passed, and thus today’s emergency meeting came to a close.

ที่จริง การ "คาดเดา" ของพวกเราก็ไม่ได้มากไปกว่าการปรึกษาหารือกันธรรมดาและทำการเดา แต่กว่าที่พวกเราจะรู้ตัว หนึ่งชั่วโมงก็ได้ผ่านพ้นไป และดังนั้นเอง การประชุมฉุกเฉินสำหรับวันนี้ก็ใกล้ถึงจุดสิ้นสุด.


And since we’re on the topic of speculations, Haruhi’s speculations were “If it were really some old Genroku period coins, I would be bored beyond belief! Let’s all hope it’s something interesting!” and that kind of mumble-jumble.

และเพราะพวกเรากำลังอยู่บนหัวข้อการคาดเดา การคาดเดาของฮารุฮิก็คือ "ถ้ามันเป็นเหรียญเก่าสมัยยุค Genroku จริงๆ ก็น่าเบื่อยิ่งนัก! มามุ่งหวังให้มันเป็นอะไรบางอย่างที่น่าสนใจ ! " และพึมพำไปเรื่อย.


When Nagato shut her book tight, all of us knew that it was time for today’s activities to come to a close. All of us brigade members, together with Tsuruya-san, then proceeded to make our way back home. As we walked down the hill, I tried valiantly to start a conversation with Tsuruya-san, but to no avail. Haruhi and Tsuruya-san were both walking up front, as they energetically discussed about the mountain. Shortly behind them was Asahina-san, followed by the silent Nagato, before ending with me and Koizumi at the back. I had wanted to ask Tsuruya-san about how Asahina-san (Michiru) was doing, but I didn’t want Haruhi to overhear it.

เมื่อนากาโตะปิดหนังสือของเธอสนิท พวกเราทุกคนต่างรู้ว่ามันได้เวลาสำหรับยุติกิจกรรมสำหรับวันนี้แล้ว. สมาชิกในกลุ่มทุกคน รวมทั้งสซึรุยะ จึงเริ่มเดินทางกลับบ้าน. ขณะที่พวกเราเดินลงเนิน ผมพยายามอย่างกล้าหาญที่จะเริ่มต้นสนทนากับสซึรุยะ แต่ไม่มีประโยชน์. ทั้งฮารุฮิกับสซึรุยะต่างก็เดินนำหน้า และสนทนาเกี่ยวกับภูเขาอย่างขะมักเขม้น. ไม่ไกลหลังจากพวกเธอเป็นอาซาฮินะ ตามด้วยนากาโตะสาวเงียบ ก่อนที่ปิดท้ายด้วยผมกับโคอิซึมิ. ผมอยากจะถามสซึรุยะว่าอาซาฮินะ (มิจิรุ) กำลังทำอะไรอยู่ แต่ผมก็ไม่อยากจะให้ฮารุฮิบังเอิญได้ยินมัน.


Ah, forget it. I’ll have to call Asahina-san later anyway. And since none of those three letters could be conveyed fully through speech, it was only logical that I pay her a visit, seeing that one of those letters required us to do a little preparation. Thinking about this, I felt as if acid had burned a large hole through my wallet. It always seemed that there was only cash flowing out; none ever flowed in.

อ่า ช่างมันเถอะ. ยังไงเดี๋ยวผมก็ต้องโทรหาอาซาฮินะทีหลัง. และเนื่องจากจดหมายทั้งสามฉบับนั่นไม่สามารถสื่อให้ครอบคลุมผ่านการพูดได้ มันก็เป็นเหตุเป็นผลที่ผมจะแวะไปหาเธอ เพราะเห็นว่าหนึ่งในจดหมายเหล่านั้นต้องการให้พวกเราเตรียมการณ์ให้พร้อมสักเล็กน้อย. คิดเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้ว ผมรู้สึกเหมือนมีกรดเจาะกระเป๋าตังค์ผมเป็นรูเบ้อเริ่ม. มันก็เหมือนจะมีแต่เงินลอยออกไปๆ ไม่มีสักนิดจะลอยเข้า.


I was really impressed with Tsuruya-san. Her ability to strike up conversations with Haruhi and Asahina-san, while not spilling the beans about how an exact double was sitting right in her house, was just remarkable. I guess that’s to be expected of Tsuruya-san. So that’s what it’s like to be a sempai, huh.

ผมล่ะประทับใจสซึรุยะจริงๆ. ความสามารถของเธอในการสนทนากับฮารุฮิและอาซาฮินะ โดยที่ไม่เล่าความลับว่ามีฝาแฝดที่เหมือนอาซาฮินะอย่างกับแกะกำลังนั่งอยู่ในบ้านเธอ ช่างไม่ธรรมดานัก. ผมเดาว่ามันน่าจะเป็นเรื่องที่คาดได้ สำหรับคนเช่นสซึรุยะ. นี่สิจึงสมกับเป็นรุ่นพี่ หุ.


As Nagato’s apartment loomed near, I knew that it was time to say goodbye, seeing that this was the regular spot where SOS Brigade members parted.

เมื่ออพาร์ทเม้นท์ของนากาโตะปรากฏขึ้นลางๆ ใกล้ขึ้น ผมก็รู้ว่ามันได้เวลาบอกลาแล้ว ดูเหมือนว่านี่จะเป็นจุดที่สมาชิกของกลุ่ม SOS แยกย้ายกันเป็นประจำ.


“See you guys tomorrow! The last one to arrive will be punished!”

"ไว้เจอพวกนายพรุ่งนี้นะ ! คนสุดท้ายที่มาถึงจะต้องโดนลงโทษ ! "


Waving furiously, Haruhi said her goodbyes, as each of us headed in our separate directions. Now all that was left was to fake going home.

โบกมืออย่างคึกคัก ฮารุฮิเอ่ยคำอำลาของเธอ ขณะที่พวกเราแต่ละคนต่างมุ่งหน้าไปตามทางของพวกเรา. ตอนนี้ก็เหลือแค่แกล้งทำเป็นกลับบ้าน.


I walked until I was far beyond anyone’s sight before I took out my cell phone. Just to be safe, I hid in one of those dark alleys behind houses as I punched in Tsuruya-san’s residence number.

ผมเดินจนกระทั่งผมอยู่ไกลเกินระยะมองเห็นของใครสักคน ก่อนที่จะหยิบเอามือถือของผมออกมา. เพื่อความปลอดภัย ผมซ่อนตัวในตรอกมืดๆ ข้างหลังบ้านและกดหมายเลขบ้านพักของสซึรุยะ.


After notifying the maid of my name, Asahina-san was put on the line shortly after.

หลังจากแจ้งชื่อของผมให้สาวใช้ทราบ อาซาฮินะก็มารับสาย ไม่นานหลังจากนั้น.


“Hello, Kyon-kun? It’s me.”

"ดีจ้ะ คิยอนเหรอ ? นี่ฉันเองนะ. "


I thought of Asahina-san’s figure as she sat alone in Tsuruya-san’s large residence.

ผมคิดถึงภาพอาซาฮินะขณะที่นั่งอยู่คนเดียวในบ้านพักหลังใหญ่ของสซึรุยะ.


“I got more of those things again. You know, the letters?”

"ผมได้รับสิ่งของเหล่านั้นเพิ่มขึ้นอีกแล้ว. เธอรู้ไหม พวกจดหมายน่ะ ? "


“Umm, yeah… What are we supposed to do this time…?”

"อืม จ้ะ.. คราวนี้พวกเราควรจะทำอะไรบ้างเหรอ...? "


From the way she ended her sentence, I could tell that she was very nervous.

ด้วยวิธีจบประโยคของเธอ ผมสามารถบอกได้ว่าเธอกระวนกระวายอยู่มากทีเดียว.


“Well, about that, I thought that maybe it would be better if you and I had a little chat about it, since it states that I’ll be free for today and tomorrow. I’m going to be really busy after that, though.”

"คือ เกี่ยวกับเรื่องนั้น ผมคิดว่าบางทีมันน่าจะดีกว่าถ้าเธอกับผมจะพูดคุยกับสักนิดก่อนเกี่ยวกันมัน เพราะมันระบุไว้ว่าผมว่างสำหรับวันนี้และก็พรุ่งนี้. ผมจะยุ่งจริงๆ ก็หลังจากนั้น คิดว่านะ. "


“Oh… It’s alright, I understand…”

"โอ นั่นไม่เป็นไรจ้ะ ฉันเข้าใจ..."


So what do I do next?

งั้น ผมควรจะทำอะไรต่อดี ?


“There’s another city-wide search on Saturday and Sunday. If memory serves me right, you were acting pretty strange then, Kyon-kun…”

"มีการค้นหาทั่วๆ เมืองอีกครั้งในวันเสาร์และอาทิตย์. ถ้าฉันจำไม่ผิด นายจะทำตัวแปลกมากๆ เลยตอนนั้น คิยอน..."


I’ll just pretend I didn’t hear that. I’ll probably be really tired after tomorrow, so I don’t think I’ll have enough energy remaining to force myself to act weird.

ผมแกล้งทำเป็นไม่ได้ยินเรื่องนั้น. บางทีหลังจากพรุ่งนี้ผมอาจจะเหนื่อยมากๆ ผมเลยไม่คิดว่า ผมจะมีแรงเหลือพอที่จะบังคับตัวเองให้ทำตัวประหลาด.


“We’ll talk about this later. I’ll head over to your place right now. Tsuruya-san should be home any time now.”

"ไว้พวกเราค่อยคุยเรื่องนี้ทีหลัง. ตอนนี้ผมกำลังมุ่งหน้าไปทางเธออยู่นะ. สซึรุยะน่าจะไปถึงบ้านในราวๆ นี้แหละ. "


After that, I hung up, as I quickened my pace to Tsuruya-san’s residence, ushered on by the piercing cold winter wind.

จากนั้น ผมก็วางหู และเร่งฝีเท้าไปบ้านพักของสซึรุยะ นำทางไปด้วยการทิ่มแทงของลมเย็นเฉียบแห่งฤดูหนาว.


The person to answer the doorbell today was yet again Tsuruya-san. She was still clad in her sailor uniform, apparently not even bothered to change as she reached home.

บุคคลที่ตอบรับต่อเสียงระฆังของประตูในวันนี้ก็ยังคงเป็นสซึรุยะอีกครั้ง. เธอตั้งคงแต่งตัวอยู่ในเครื่องแบบกลาสีของเธอ เห็นได้ชัดว่าไม่อยากจะยุ่งยากกับการเปลี่ยนชุดแม้ว่าเธอจะถึงบ้านแล้ว.


“I had a feeling you would come.”

"ฉันรู้สึกๆ อยู่ว่านายน่าจะมา. "


Tsuruya-san said as she waved at me while opening the door, revealing a large grin on her face.

สซึรุยะพูดพร้อมกับโบกมือให้ผม ระหว่างที่กำลังเปิดประตู แสดงยิ้มกว้างบนใบหน้า.


“What are you planning to do? She can’t be staring at my house’s ceiling forever you know.”

"นายวางแผนจะทำอะไรเหรอ ? เธอไม่สามารถจะค้างอยู่ที่บ้านฉันได้ตลอดไปหรอกนะ นายก็รู้. "


Well, I know it sounds weird, but please bear with it for a few more days. Asahina-san should be able to go back to where she came from after that.

คือผมก็รู้นะว่ามันฟังพิลึก แต่ช่วยทนอีกสักไม่กี่วันเถอะ. หลังจากนั้นอาซาฮินะน่าจะสามารถกลับไปสู่ ที่ๆ เธอจากมาได้.


“Oh don’t get me wrong. I’m fine with having her in my house. She’s just so cute! Compared to the Mikuru in school, she’s so much cuter! Don’t you think so? She’s so cute that I want to hug her as I sleep ~nyoro.”

"เอ่อ อย่าเข้าใจฉันผิดนะ. ฉันน่ะไม่เป็นไรหรอก ที่ให้เธอพักอยู่ในบ้านฉัน. เธอน่ารักจะตาย ! เทียบกับมิคุรุในโรงเรียน เธอน่ารักกว่าอีก ! นายไม่คิดแบบนั้นมั้งเหรอ ? เธอน่ารักขนาดฉันอยากจะกอดเธอไว้เวลาฉันนอนเลย ~nyoro. "


Don’t tell me Tsuruya-san already did that. Oh, how I admire her!

อย่าบอกผมนะ ว่าสซึรุยะทำแบบนั้นไปเรียบร้อยแล้ว. โอ ผมล่ะเลื่อมใสเธอจัง !


“That’s not all. Michiru’s so cute that you just want to bathe together with her. But whenever I say so, all she does is make a pained expression and say ‘I don’t think that’s a good idea…’ That just makes her even cuter than usual! Although you kinda sympathize with her afterwards. But I guess that’s nothing to worry about.”

"ไม่ใช่แค่นั้นนะ. มิจิรุน่ารักจนฉันอยากจะอาบน้ำพร้อมกับเธอเลย. แต่เมื่อฉันพูดออกไป สิ่งที่เธอทำก็คือแสดงท่าทางเสียใจและพูดว่า 'ฉันไม่คิดว่านั้นเป็นความคิดที่ดีนะ...' นั่นทำให้เธอยิ่งน่ารักกว่าปกติอีก ! ถึงแม้ว่านายจะเห็นอกเห็นใจเธอหลังจากนั้น แต่ฉันเดาว่ามันไม่มีอะไรต้องเป็นห่วงหรอก. "


Tsuruya-san then brought me to the koya. Just like I expected, Asahina-san was inside. What I didn’t expect, though, was her wearing a woven kimono while kneeling down on the Tatami mats.

สซึรุยะพาผมไปยัง koya (เรือนรับรองแขก). เหมือนอย่างที่ผมคาดไว้ อาซาฮินะอยู่ข้างใน. สิ่งที่ผมไม่ได้คาดคิดไว้ก็คือ เธอกำลังสวมอยู่ในชุดกิโมโนถัก นั่งคุกเข่าอยู่บนเสื้อทาทามิ.


“Kyon-kun…”

"คิยอน..."


Upon seeing me, Asahina-san revealed a relieved expression. Now that’s a pretty cute expression too. As she got up and bowed towards me, I felt that there was nothing more beautiful than that scene in the entire world.

ทันทีที่เห็นผม อาซาฮินะผมแสดงท่าทางโล่งใจ. ตอนนี้ นั่นเป็นการแสดงออกที่น่ารักอีกด้วย. เมื่อเธอลุกขึ้นและโค้งมาทางผม ผมรู้สึกว่าไม่มีอะไรบนโลกทั้งใบนี้จะสวยงามกว่าฉากนั่นอีกแล้ว.


As I tried my best to wrench my eyes away from that sight and close the door behind me, I suddenly heard Tsuruya-san’s evil monomaniacal laughter ring out from behind. From her looks, I knew that she had lots of questions to ask me. So…

เมื่อผมพยายามอย่างที่สุดที่จะละสายตาจากภาพนั่นและปิดประตูเบื้องหลังผม อยู่ๆ ผมก็ได้ยินสซึรุยะหัวเราะอย่างชั่วร้ายเหมือนคนที่กำลังครุ่นคิดอยู่เรื่องเดียว ดังมาจากข้างหลัง. จากท่าทางของเธอ ผมรู้ว่าเธอต้องมีคำถามมากมายจะถามผม. ดังนั้น...


“Tsuruya-san, I’m sorry, but could you give the two of us a moment, please? A little while will do.”

"สซึรุยะ ผมขอโทษนะ แต่เธอช่วยให้เวลาเราสองคนสักครู่จะได้ไหม ? สักพักเดียวก็พอ. "


“Hmm…?”

."ฮืมม..? "


Tsuruya-san said as she peered over my shoulders at Asahina-san.

สซึรุยะพูดขณะมองข้ามไหล่ผมไปที่อาซาฮินะ.


“The both of you? Alone? Together? In such a small space? Hohoho, I’m fine with that ~nyoro.”

"เธอสองคน ? ตามลำพัง ? ด้วยกัน ? ในห้องแคบๆ ? โฮะๆๆ ฉันไม่ว่าอะไรหรอก ~nyoro. "


Upon hearing Tsuruya-san’s words, Asahina-san’s face blushed bright red. Apparently this was the effect Tsuruya-san was waiting for, as she patted my shoulders and said:

เมื่อได้ยินคำพูดของสซึรุยะ ใบหน้าของอาซาฮินะก็แดงฉานขึ้นมา. ชัดเจนว่านี่เป็นปฏิกิริยาที่สซึรุยะกำลังรอคอยอยู่ เพราะเธอตบไหล่ผมเบาๆ และพูด :


“Well then, I guess I’ll go and change then. Fufufu, have fun chatting ~nyoro.”

"ถ้างั้น ฉันว่าฉันออกไปเปลี่ยนชุดก่อนดีกว่า. หุหุหุ คุยกันให้สนุกนะ ~nyoro. "


And with that, Tsuruya-san strode elegantly towards the main house, leaving the both of us behind. After I had confirmed that she had indeed left, I plopped down on the floor, my body feeling as stiff as the very mats I was sitting on. Come on now, relax.

และจากนั้น สซึรุยะก็เดินก้าวยาวๆ อย่างงดงามไปทางเรือนหลัก ปล่อยเราสองคนไว้เบื้องหลัง. หลังจากผมยืนยันว่าเธอจากไปแน่ชัดแล้ว ผมก็ทิ้งตัวนั่งลงบนพื้น ร่างกายผมรู้สึกแข็งทื่อเหมือนบรรดาเสื่อที่ผมนั่งอยู่ข้างบน. เอาน่า ได้เวลาผ่อนคลายแล้ว.


Now’s not the time to think of that. For now, let’s just concentrate on what we came here for.

ตอนนี้ไม่ใช่เวลาไปคิดเรื่องนั้น. สำหรับตอนนี้ มาสนใจที่พวกเรามาที่นี่เพื่ออะไรดีกว่า.


“These are the letters I mentioned earlier on the phone. I just received them this morning.”

"นี่เป็นจดหมายที่ผมพูดถึงไปก่อนแล้วทางโทรศัพท์. ผมเพิ่งได้รับมัน เมื่อเช้านี้เอง. "


I said as I took out the letters #3 and #4. I wouldn’t show her #6 for the time being, since I was the only recipient mentioned in the letter. I’m guessing that #6 is the last letter. There probably wouldn’t be any other letters in the future. Oh and as for #5, let’s just forget about that for the moment.

ผมพูดขึ้น ขณะหยิบเอาจดหมาย หมายเลข #3 และ #4 ออกมา. ตอนนี้ผมไม่ได้ให้เธอดู #6 เพราะผมเป็นผู้รับคนเดียวที่ได้ถูกอ้างถึงในจดหมาย. ผมเดาเอาว่า #6 เป็นจดหมายฉบับสุดท้าย. น่าจะไม่มีจดหมายฉบับอื่นๆ อีกแล้วในอนาคต. และก็สำหรับหมายเลข #6 อย่าเพิ่งไปสนใจมันเลยในตอนนี้.


This is what #3 had to say:

ต่อไปนี้เป็นสิ่งที่ #3 บอกไว้ :


“Two days later (Saturday), please head to the footbridge on ** street in ** district before dusk and face south. You should see some common stock growing there. Please pick up the object beneath it and send it to the following address anonymously. Just so you know, that object is a mini transmitter.”

"สองวันให้หลัง (วันเสาร์) ช่วยไปที่สะพานลอยบนถนน ** ในย่าน ** ก่อนค่ำและหันหน้าไปทิศใต้. นายน่าจะเห็นต้นไม้ common stock (=Matthiola Incana เป็นพืชที่อาจจะเป็นสีขาว เหลือง แดง หรือม่วง) เติบโตอยู่ตรงนั้น. ช่วยหยิบวัตถุข้างใต้มันและส่งมันไปยังที่อยู่นิรนามต่อไปนี้. และเพื่อให้นายรู้ วัตถุนั่นเป็นเครื่องส่งสัญญาณขนาดเล็ก. "


There was a separate paper attached, and on it was an address far away. There was also a drawing of what appeared to be the transmitter in question. By looking at the drawing alone, I wondered exactly what kind of transmitter this was. It didn’t look like something a normal human would draw.

มีกระดาษที่แยกออกมาอยู่แผ่นหนึ่งแนบไว้ บนมันเป็นที่อยู่ ซึ่งอยู่ไกล. มันยังมีรูปวาดของซึ่งที่น่าจะเป็นเครื่องส่งสัญญาณที่ว่า. แค่ดูที่รูปวาดแต่เพียงอย่างเดียว ผมสงสัยจริงว่ามันเป็นเครื่องส่งสัญญาณประเภทไหน. มันดูไม่เหมือนสิ่งที่คนธรรมดาทั่วไปสักคนจะวาดออกมาเลย.


Now for #4:

ทีนี้สำหรับ #4 :


“Near the stream with the cherry blossom trees, you should recall a very familiar bench. Go there before 10.45 am on Sunday. Bring along a small tortoise with you. Before 10.50 am, throw the aforementioned tortoise into the lake. The tortoise’s species doesn’t matter, but smaller ones are preferred.”

"ใกล้ๆ ลำธารที่มีต้นซากุระ นายน่าจะจำม้านั่งที่แสนจะคุ้นเคยได้. ไปที่นั่นก่อนเช้า 10.45 น ของวันอาทิตย์. พกเต่าตัวเล็กๆ ไปด้วยตัวหนึ่ง. ก่อนเช้า 10.50 น โยนเต่าที่กล่าวไว้ลงไปในบึง. ไม่สำคัญว่าต้องเป็นเต่าพันธ์ไหน แต่เล็กๆ จะดีกว่า. "


There was yet another paper attached with this letter too. This time, there was a picture of a cute little tortoise blowing bubbles while waving towards me. On it were the words “Please take good care of me~”. The entire picture was done in a cartoonish style.

มีกระดาษแผ่นอื่นแนบอยู่กับจดหมายฉบับนี้ด้วยเหมือนกัน. คราวนี้ มีรูปเต่าน้อยน่ารักพ่นฟองน้ำ โบกมือให้ผม. บนมันมีคำว่า "ช่วยดูแลฉันให้ดีๆ~" รูปทั้งรูปเหมือนการ์ตูน.


There was another thing #3 and #4 had in common: Both of them shared a same postscript. P/S: Remember to bring Asahina Michiru with you, and make sure it’s only the two of you. Finally, there was the line of orders only Asahina-san could understand.

มีสิ่งอื่นอีกที่ทั้งหมายเลข #3 กับ #4 มีเหมือนๆ กัน : ทั้งคู่มีคำลงท้ายเหมือนกัน. ปล. อย่าลืมพาอาซาฮินะ มิจิรุไปกับนายด้วย และให้แน่ใจด้วยว่ามีแค่เธอสองคน. สุดท้าย เป็นบรรทัดของคำสั่งที่มีเพียงอาซาฮินะเท่านั้นที่สามารถเข้าใจได้.


Asahina-san studied both letters carefully. After finishing the second page of #4, she sighed.

อาซาฮินะศึกษาจดหมายทั้งสองฉบับอย่างละเอียด. หลังจากอ่านหน้าที่สองของหมายเลข #4 เสร็จ เธอก็ถอนหายใจ.


“I don’t understand… Why tortoises?”

"ฉันไม่เข้าใจ...ว่าทำไมต้องเป็นเต่าด้วย ? "


What the heck was throwing a tortoise into a stream in such cold weather supposed to mean? Whoever understood that must not be normal. The only thing that I knew was the bench, the one that Asahina-san had confessed to me about being a time traveler.

โยนเต่าลงไปในลำธารในอากาศหนาวๆ แบบนี้มีหมายความยังไง ? ใครที่สามารถเข้าใจเรื่องนี้ได้นี่ต้องไม่ปกติแล้ว. สิ่งเดียวที่ผมรู้จักก็แค่ม้านั่ง ตัวที่อาซาฮินะสารภาพความเป็นนักท่องกาลเวลากับผม.


“But, we’ve got no choice…”

"แต่ พวกเราก็ไม่มีทางเลือก..."


Asahina-san said as she studied the contents carefully again, before raising her head in determination.

อาซาฮินะพูด ขณะที่เธอกำลังศึกษารายละเอียดอย่างรอบคอบอีกรอบ ก่อนที่จะยกศีรษะของเธอขึ้น เหมือนตัดสินใจแล้ว.


“We don’t know what’s going on now, but there has to be a reason we’ve been asked to do this. If we don’t do it…”

"พวกเราไม่รู้ว่าอะไรเกิดขึ้นอยู่ในตอนนี้ แต่ต้องมีเหตุผลที่พวกเราโดนขอให้ทำแบบนี้. ถ้าพวกเราไม่ทำมัน..."


For a moment, I detected a glimpse of sadness in Asahina-san’s eyes.

ผมเห็นถึงความเศร้าในดวงตาของอาซาฮินะ อยู่ครู่หนึ่ง.


I could guess what came after “If we don’t do it…” That’s right, if we don’t do it, what purpose would sending Asahina-san back in time serve?

ผมพอจะเดาได้ว่าอะไรเป็นคำต่อจาก "ถ้าพวกเราไม่ทำมัน..." ใช่แล้ว ถ้าพวกเราไม่ทำมัน แล้วจะมีประโยชน์อะไรที่ส่งอาซาฮินะย้อนเวลากลับมา ?


I wanted to hug Asahina-san tightly and tell her everything was alright, but in the end I didn’t do it. One of the reasons was due to my conscience. Another was due to Tsuruya-san’s needle-like stares suddenly popping out in my mind.

ผมอยากจะกอดรัดอาซาฮินะไว้แนบแน่น และบอกเธอว่าทุกอย่างจะเรียบร้อย แต่ท้ายที่สุดแล้วผมก็ไม่ได้ทำแบบนั้น. เหตุผลหนึ่งก็เพราะสามัญสำนึกของผม. อีกหนึ่งก็เพราะการจ้องที่เหมือนเข็มทิ่มแทงของสซึรุยะ อยู่ๆ ก็โผล่ขึ้นมาในความคิดของผม.


“Erm, you know, Asahina-san…” I mumbled, trying to drive away all evil intent from my mind.

"เอ่อ เธอรู้ไหม อาซาฮินะ.. " ผมพึมพำ พยายามจะขับดันเอาเจตนาชั่วร้ายออกจากความคิด.


“There’s another city-wide search this Saturday and Sunday right? If so, how am I supposed to follow these orders?”

"มันยังมีการค้นหาไปทั่วเมืองอยู่ในช่วงเสาร์ อาทิตย์นี้ ใช่ไหม ? ถ้างั้น ผมจะทำตามคำสั่งเหล่านี้ได้ยังไง ? "


Before dusk, huh. What a miserably fuzzy time. No one in the SOS Brigade was weird enough to mention such a time. How was I supposed to excuse myself?

ก่อนค่ำ เฮอะ ช่างเป็นเวลาที่คลุมเครือ ยุ่งยากชะมัด. ไม่มีใครสักคนในกลุ่ม SOS ที่ประหลาดพอที่จะเอ่ยถึงเวลาตอนนั้น. ผมควรจะหาข้ออ้างให้ตัวเองยังไงดี ?


“So should I find an excuse not to go?”

"ถ้าอย่างนั้น ผมควรจะหาข้ออ้างในการจะไม่ไปไหม ? "


“No, Kyon-kun. You were present that day too.”

"ไม่นะ คิยอน. วันนั้นนายก็ปรากฏตัวด้วย. "


Asahina-san said as she folded away the very important letter.

อาซาฮินะพูดขึ้นขณะพับเก็บจดหมายฉบับสำคัญ.


“As usual, we were separated into two teams by drawing lots. I just remembered… Nagato-san, Suzumiya-san and I were paired together on Saturday morning and Kyon-kun with Koizumi-kun, while Suzumiya-san, Koizumi-kun and I were paired together during Saturday afternoon and Kyon-kun with Nagato-san…”

"ก็เหมือนปกติ พวกเราจะถูกแบ่งเป็นสองกลุ่ม โดยใช้วิธีจับสลาก. ฉันเพิ่งจำได้... นากาโตะ, สุซึมิยะ กับตัวฉัน รวมกลุ่มกันในวันเสาร์ตอนเช้า ส่วนคิยอนกับโคอิซึมิ แล้วช่วงบ่ายวันเสาร์ก็เป็น สุซึมิยะ, โคอิซึมิกับฉันรวมกลุ่มกัน และก็คิยอนกับนากาโตะ..."


Asahina-san said as she nodded her head gently, as if confirming her memories.

อาซาฮินะพูดพร้อมกับพยักหน้าเบาๆ เหมือนเธอกำลังยืนยันความทรงจำของตัวเธอ.


“During Sunday morning, Suzumiya-san, Koizumi-san and I were once again paired up, while Kyon-kun was again paired with Nagato-san. Since we each went our separate ways before noon, there wouldn’t be a second draw… Eh?”

"ช่วงเช้าวันอาทิตย์ สุซึมิยะ, โคอิซึมิ กับฉัน ก็รวมกลุ่มกับอีกรอบหนึ่ง ส่วนคิยอนก็จับคู่กับนากาโตะ. และเพราะพวกเราไปคนละทิศกันก่อนเที่ยง เลยไม่มีการจับสลากรอบสอง... เอ่อ ? "


Asahina-san stopped abruptly through her speech, as if sharing the same thoughts as I did.

อาซาฮินะหยุดการพูดของเธออย่างฉับพลัน เหมือนกำลังคิดในแบบเดียวกับที่ผมคิด.


It was too perfect to be called a coincidence. What was the possibility of that happening anyway?

มันช่างสมบูรณ์แบบที่จะเรียกว่าเป็นแค่เหตุบังเอิญ. ความเป็นไปได้ที่เกิดเป็นแบบนั้นมันมีเท่าไรกันนะ ?


If what Asahina-san said was true, then I would be paired together with Nagato twice. Since we had five members, two of us were destined to be paired together in a two-people group. I needed to be paired in one of those two-people groups at least twice in three tries. I’m not going to start calculating the probability of that happening, but even so, I knew that it was pretty low.

ถ้าที่อาซาฮินะพูดเป็นความจริง งั้นผมก็น่าจะจับคู่กับนากาโตะสองครั้ง. เพราะพวกเรามีสมาชิกห้าคน สองคนในหมู่พวกเรามีชะตาจะถูกจับคู่ด้วยกัน อยู่ในกลุ่มของสองคน. ผมต้องถูกจับอยู่เป็นหนึ่งในกลุ่มของสองคน อย่างน้อยก็สองในสามรอบ. ผมไม่ได้เริ่มคำนวณถึงความเป็นไปได้ที่เหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้น แต่ถึงจะแบบนั้น ผมก็รู้ว่ามันมีโอกาสน้อยมากๆ.


Speaking of which, I was sure that Nagato knew a little about the situation. If it’s drawing lots, I’m sure it would be no big deal for Nagato. All I have to do is ask her while she places her order at the café.

พูดถึงเรื่องนี้แล้ว ผมมั่นใจว่านากาโตะรู้อยู่เล็กน้อย เกี่ยวกับสถานการณ์. ถ้ามันเป็นการจับสลาก ผมมั่นใจว่ามันคงไม่ใช่เรื่องยากสำหรับนากาโตะ. สิ่งที่ผมต้องทำ ก็แค่ถาม (ขอร้อง) เธอ ระหว่างที่เธอสั่งอาหารที่ คาเฟ่.


“So, what should we do?”

"งั้น พวกเราควรจะทำอะไร ? "


Asahina-san said as she revealed a face that severely lacked confidence.

อาซาฮินะพูดขึ้น พร้อมกับแสดงใบหน้าที่บอกว่าเธอไม่มั่นใจอะไรเลย.


But if things don’t go according to what Asahina-san said, then I would be in a bigger mess than I was currently in now. Was it really okay to ask Nagato to help me? Or rather, was it really necessary? According to Asahina-san’s memories, a time traveler that came from one week into the future, I would be paired in a two-person group all three times. Would it be possible for things to turn up different than what she said? Or would everything happen naturally? Even if I just sat back and relaxed, would I still be paired together with Nagato in a two-person group? Or did that happen because I requested for it to happen?

แล้วถ้าสิ่งต่างๆ ไม่เป็นไปตามที่อาซาฮินะพูดล่ะ ผมจะไม่ยิ่งแย่กว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้เหรอ. การขอร้องให้นากาโตะช่วยเหลือผมมันได้จริงๆ เหรอเปล่า ? หรือว่า มันจำเป็นจริงๆ หรือเปล่า ? ว่ากันตามความทรงจำของอาซาฮินะ นักท่องเวลาผู้ซึ่งมาจากหนึ่งสัปดาห์ในอนาคต ผมจะถูกจัดอยู่ในกลุ่มของสองคน ทั้งสามรอบเลย. แล้วมันจะเป็นไปได้เหรอที่สิ่งต่างๆ จะออกมาแตกต่างจากที่เธอพูด ? หรือว่าทุกอย่างมันเกิดขึ้นตามปกติ ? ถึงแม้ผมจะทำแค่นั่งผ่อนคลายอยู่เฉยๆ ผมก็จะโดนจัดกลุ่มกับนากาโตะในกลุ่มสองคนอยู่ดี ? หรือนั่นมันเกิดขึ้นเพราะผมต้องการให้มันเกิดขึ้น ?


Gah, what am I worrying about. Asahina-san probably had no way of knowing if my future self had requested help from Nagato before, so…

โอย นี่ผมกังวลอะไรอยู่เนี่ย. อาซาฮินะน่าจะไม่มีทางรู้ว่าตัวผมในอนาคตได้ขอร้องความช่วยเหลือจากนากาโตะมาก่อน, ดังนั้น...


“We’ll go ask Nagato for help.” I said. “Even though it’s not fair asking for her assistance while concealing something behind our backs, we have no choice. The slightest mistake may result in large consequences, so it’s better to be on the safe side. I’m sure Nagato understands.”

"พวกเราไปขอร้องให้นากาโตะช่วยแล้วกัน. " ผมพูด. "ถึงแม้มันจะไม่ค่อยยุติธรรมที่ไปขอร้องให้เธอช่วยปิดปังบางอย่างเบื้องหลังพวกเรา แต่พวกเราก็ไม่มีทางเลือก. ความผิดพลาดเล็กน้อยอาจมีผลต่อเนื่องใหญ่โตก็ได้ ดังนั้นมันน่าจะดีกว่าที่จะเลือกทางที่ปลอดภัย. ผมมั่นใจว่านากาโตะจะเข้าใจ. "


“That’s what I had in mind too.”

"นั่น ฉันก็คิดอยู่ในใจเหมือนกัน. "


Asahina-san said while agreeing readily.

อาซาฮินะพูดอย่างที่เห็นด้วยไปเรียบร้อยแล้ว.


“During the city-wide patrol, Kyon-kun, you had a weird expression on your face. I think I now know why. You must have been thinking about the drawing of the lots.”

"ช่วงที่ค้นหาไปทั่วเมือง คิยอน นายมีสีหน้าที่แสดงอารมณ์แปลกๆ. ตอนนี้ฉันคิดว่าฉันรู้แล้วว่าทำไม. นายต้องกำลังคิดถึงเกี่ยวกับรูปวาดเหล่านั้นแน่. "


What did “weird” refer to anyway? What expression should I wear then?

ที่ว่า "แปลกๆ" น่ะมันเป็นยังไงเหรอ ? ผมควรจะแสดงท่าทางยังไงเหรอ ?


“Erm… You know… Weird as in… Weird.”

"เอ่อ... คือว่า แปลกแบบ แปลกๆ น่ะ. "


Asahina-san answer still left me in the dark, but I don’t blame her. How are you going to describe “what type of weird” anyway?

คำตอบของอาซาฮินะยังทำให้ผมมืดแปดด้าน แต่ผมก็ไม่โทษเธอหรอกนะ. คุณจะอธิบาย "แปลกยังไงเหรอ" ยังไงล่ะ ?


“I’m sorry; I have no idea how to explain it to you…”

"ฉันขอโทษนะ. ฉันคิดไม่ออกเลยว่าจะอธิบายมันยังไง..."


There’s no need to apologize, Asahina-san. Besides, this is a pretty trivial matter.

ไม่จำเป็นต้องขอโทษหรอก อาซาฮินะ. นอกจากนี้แล้ว นี่เป็นแค่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น.


“But… Oh wait, I just remembered something. During the Sunday search, while Suzumiya-san, Koizumi-kun and I were at the book store…”

"แต่ว่า... โอ๊ะ เดี่ยวนะ ฉันจำเรื่องหนึ่งได้. ระหว่างการค้นหาในวันอาทิตย์ ระหว่างที่สุซึมิยะ, โคอิซึมิ กับตัวฉันอยู่ในร้านหนังสือ..."


Whatever Asahina-san had to say seemed pretty important, as she placed her fingers on her forehead, trying her best to recall the incident.

อะไรก็ตามที่อาซาฮินะกำลังจะพูด ท่าทางจะสำคัญ เพราะเธอวางนิ้วชี้ไว้บนหน้าผากของเธอ พยายามอย่างที่สุดที่จะนึกเหตุการณ์นั้น.


“Suzumiya-san received a prank call.”

"สุซึมิยะได้รับโทรศัพท์ล้อเล่นสายหนึ่ง. "


Who called her?

ใครโทรหาเธอเหรอ ?


“Kyon-kun, you did.”

"นายแหละ คิยอน. "


I did? During desperate times like this, my future self still had the time to prank call Haruhi?

ผมน่ะเหรอ ? ในช่วงเวลาอันตรายแบบนั้นน่ะนะ ตัวผมในอนาคตยังมีเวลาจะเล่นพิเรนท์โทรหาฮารุฮิอีกเหรอ ?


“Ah, Suzumiya-san said something like, ‘That Kyon, calling me all of a sudden just to tell me a lame joke!’ after she hung up, at around 11 am.”

"เอ่อ สุซึมิยะพูดบางอย่างประมาณว่า 'คิยอน อยู่ๆ ก็โทรมาหาฉันเพื่อเล่าตลกไม่ได้เรื่อง !' หลังจากเธอวางสาย ตอนราวๆ 11 โมงเช้า. "


So I did another weird thing, eh. That is to say after I chucked a poor little tortoise into the stream, I would prank call Haruhi and tell her some lousy joke.

งั้นผมก็ทำเรื่องแปลกๆ อีกเหรอ. นั่นก็พูดได้ว่าหลังจากผมโยนเต่าน้อยน่าสงสารลงไปในลำธาร ผมก็โทรเล่นตลกหาฮารุฮิและเล่าเรื่องตลกห่วยๆ บางอย่างให้เธอเหรอ.


“What did the joke sound like? Did Haruhi say anything?”

"เรื่องตลกแบบไหนเหรอ ? ฮารุฮิพูดอะไรบ้าง ? "


“She didn’t say anything about it, but as we gathered for lunch, you apologized to her about it, Kyon-kun.”

"เธอไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกับมันเลย แต่ตอนที่พวกเรารวมตัวกันกินมื้อเที่ยง นายก็ขอโทษเธอเรื่องนั้น คิยอน. "


So I go from performing weird acts to betraying my own moral code, eh? Why in the world would I apologize to Haruhi?

งั้นผมจะทำพฤติกรรมประหลาดๆ เพื่อทรยศต่อศีลธรรมของตัวเอง เหรอ ? แล้วต้องหาเหตุผลมาขอโทษฮารุฮิอีก ?


“Kyon-kun, you said ‘I’m sorry for cracking such a lame joke.’”

"คิยอน นายพูดว่า 'ผมขอโทษนะสำหรับตลกไม่ได้เรื่องนั่น.' "


This is getting even weirder. Bowing my head, apologizing so sincerely to Haruhi… What could possibly make that happen?

นี่ยิ่งพิลึกเข้าไปในใหญ่. ก้มหัวผม ขอโทษฮารุฮิอย่างจริงใจ... เป็นไปได้ยังไงที่จะทำเรื่องแบบนั้นขึ้น ?


When I tried to press for further information, all Asahina-san did was shake her head. It appeared that Haruhi didn’t continue pressing the matter anymore, as we then proceeded to chat about other events.

เมื่อผมพยายามจะค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม อาซาฮินะก็เอาแต่ส่ายหัว. ท่าทางว่าฮารุฮิจะไม่เอาเรื่องราวมากไปกว่านี้ พวกเราเลยพูดคุยถึงเหตุการณ์อื่นต่อ.


I give up. Knowing that I would commit such unthinkable acts in the future was bad enough, but not knowing why I had to do them was even worse. Can someone please piece together the pieces of this jigsaw puzzle and tell me what is going on?

ผมยอมแพ้. ได้รับรู้ว่าผมจะกระทำเรื่องที่คิดไม่ถึงแบบนี้ในอนาคตก็แย่พออยู่แล้ว แต่ไม่รู้ว่าผมต้องทำมันทำไม กลับแย่ยิ่งกว่า. ใครสักคนช่วยเชื่อมต่อชิ้นส่วนของตัวต่อปริศนาและบอกผมทีว่าเกิดอะไรขึ้น ?


“Now about that tortoise…”

"ที่นี่ เกี่ยวกับเจ้าเต่านั่น..."


I said as I held letter #4.

ผมพูดขณะที่ถือจดหมายหมายเลข #4 ไว้.


“During a time like this, it’s practically impossible to find a tortoise crawling around on the road or something. How are we supposed to find one?”

"ในช่วงเวลาแบบนี้ มันเกือบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะหาเต่าสักตัวคลานอยู่รอบๆ ถนนหรือที่ไหนสักแห่ง. แล้วพวกเราจะมาได้ยังไง ? "


I didn’t have the heart to dig up a hibernating tortoise from beneath the ground. I would probably have enough digging to do tomorrow. Or did it so happen that we stumbled upon a hibernating tortoise instead of buried treasure?

ผมไม่มีจิตใจจะไปขุดเต่าจำศีลอยู่ขึ้นมาจากใต้ดินหรอกนะ. ผมน่าจะขุดๆ มากพออยู่แล้วในวันพรุ่งนี้. หรือมันบังเอิญว่าพวกเราขุดเจอเต่าจำศีลแทนที่จะเจอสมบัติที่โดนฝังไว้ ?


“No. We didn’t find anything that day, be it treasure or tortoises.”

"ไม่นะ. พวกเราไม่เจออะไรเลยในวันนั้น ทั้งสมบัติหรือเต่า. "


So that is to say our merry treasure hunt tomorrow would turn out to be nothing more than a hike, eh.

หรือจะพูดว่าการล่าขุมทรัพย์อย่างสนุกสนานของพวกเราในวันพรุ่งนี้จะไม่เกินไปกว่าการไต่เขา เฮ้อ.


“We have no other choice but to purchase one.”

"พวกเราไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากจะซื้อมาสักตัว. "


I suddenly recalled that there was a pet store in the local supermarket nearby. It was the same pet shop I would frequent to buy Shamisen’s food. I remember seeing tortoises that were meant to be used for experiments being sold in there before. Why not purchase one on my way home? But wait, there was no way I could bring a tortoise together with me while the SOS Brigade gathers, could I? Oh well, guess that can’t be helped. I’ll just have to leave it in Asahina-san’s care then.

อยู่ๆ ผมก็จำได้ว่ามีร้านสัตว์เลี้ยงอยู่ในซุปเปอร์มาร์เก็ตท้องถิ่นใกล้ๆ. มันเป็นร้านสัตว์เลี้ยงเดียวกันกับที่ผมไปซื้ออาหารให้ซามีซันบ่อยๆ. ผมจำได้ว่าเคยเห็นเต่าหลายตัว ซึ่งมักจะถูกนำไปใช้ทำการทดลอง ถูกขายอยู่ที่นั่นมาก่อน. ทำไมไม่ซื้อสักตัวระหว่างทางกลับบ้านผมล่ะ ? แต่เดี่ยวสิ ไม่มีทางที่ผมจะพกเต่าไปด้วยกันพร้อมกับผม ระหว่างการรวมตัวของกลุ่ม SOS นี่นา จริงไหม ? อา งั้นก็คงช่วยไม่ได้. ผมคงต้องปล่อยเรื่องนี้ให้อาซาฮินะเป็นคนจัดการแล้วล่ะ.


Thinking of the many preparations I would have to do over this weekend, I suddenly felt as if my weekend had vanished into thin air.

คิดๆ เกี่ยวกับสิ่งต่างๆ หลายๆ อย่างที่ผมต้องทำในช่วงหยุดสุดสัปดาห์ อยู่ๆ ผมก็รู้สึกว่าวันหยุดทั้งหลายของผมมลายหายไปในอากาศ.


After that, Asahina-san and I discussed where and when we should meet on Saturday and Sunday. After all of our basic preparations were complete, I slowly got up.

หลังจากนั้น อาซาฮินะกับผมก็หารือถึงสถานที่และเวลาที่พวกเราควรจะเจอกันในวันเสาร์และอาทิตย์. หลังจากการเตรียมการพื้นฐานทั้งหมดของพวกเราเรียบร้อย ผมก็ค่อยๆ ลุกขึ้น.


Asahina-san walked me to the door, which, upon opening, revealed a plain-clothed Tsuruya-san standing outside in the cold waiting for us.

อาซาฮินะเดินพาผมไปที่ประตู ซึ่ง กำลังเปิดออก เปิดเผยให้เห็นสซึรุยะ ในชุดเรียบๆ กำลังยืนอยู่ ในอากาศหนาวข้างนอก รอคอยพวกเราอยู่.


“Ara, ara, that little moment sure was long! Let’s not mince words, shall we? Spit it out, Kyon-kun, did you do anything in there?”

"อะฮะๆ เวลาสักครู่นี่มันนานจริงหนอ! คงไม่ต้องอ้อมค้อมนะ จริงไหม ? บอกออกมานะ คิยอน นายทำอะไรข้างในนั้นบ้าง ? "


Tsuruya-san said as she laughed madly. She couldn’t have peeped through the doors, could she? It’s a good thing she didn’t continue to press on any further. Hiding things from women is just not my specialty.

สซึรุยะพูดพร้อมกับหัวเราะอย่างรุนแรง. เธอคงไม่ได้แอบดูผ่านประตู ใช่ไหม ? มันเป็นเรื่องดี ที่เธอไม่ได้กดดันอะไรต่อ. การปิดบังเรื่องไม่ให้พวกผู้หญิงรับรู้ไม่ใช่เรื่องถนัดของผมเลย.


I pretended to smile as I quickly made my leave. Asahina-san’s beet red face continued to remain in my mind, even after the Tsuruya Residence had long disappeared from my sight.

ผมแกล้งยิ้มและรีบขอตัวลา. ใบหน้าแดงของอาซาฮินะยังเหลืออยู่ในความคิดผม แม้ว่าบ้านพักของสซึรุยะจะหายไปจากระยะมองเห็นของผมนานแล้วก็ตาม.


(End of Chapter 3)



.

[คลิ๊กเพื่อกลับไปที่หน้าหลักเล่ม 7]

Edit 3 , 100% ต่อไปก็รอ baka-tsuki แปลต่อแล้วนะครับ

2007/Jan/25

[ย้อนกลับไปหน้าหลัก เล่ม 7]



The next day.

วันถัดมา.

“Please scale the mountain. There you will encounter an oddly shaped rock. Move this rock approximately three meters to the west and leave it there. Asahina Mikuru knows what to do. Since it will be pitch dark after nightfall, it is advised that you go there before the sun sets.”

"ไปไต่เขา แล้วเธอจะเจอกับก้อนหินรูปร่างประหลาดๆ ก้อนหนึ่ง. ขยับหินก้อนนั้นไปทางทิศตะวันตกประมาณสามเมตรและปล่อยมันไว้ตรงนั้น. อาซาฮินะ มิคุรุรู้ว่าจะต้องทำยังไง. และเพราะว่ามันจะมืดมากในตอนพลบค่ำ จึงขอแนะนำว่าให้เธอไปที่นั่นซะก่อนที่พระอาทิตย์จะตก.

After tearing open yet another letter in the washroom, I was once again greeted with more strange instructions. Similar to yesterday’s letter, there were strange scribbles beneath it, and the word “rock” was circled, as if emphasizing that specific word.

หลังจากฉีกเปิดซองจดหมายอีกฉบับในห้องน้ำ ก็เป็นอีกครั้งแล้วที่ผมได้รับการทักทายจากคำแนะนำแปลกๆ. ก็เป็นเหมือนกับจดหมายฉบับเมื่อวานนี้ เพราะมีสัญลักษณ์แปลกๆ อยู่ข้างล่างมัน และคำว่า "ก้อนหิน" ถูกวงเอาไว้ เหมือนจะเน้นคำนั้นโดยเฉพาะ.

So I decided that today I would head straight back home.

ดังนั้นผมก็เลยตัดสินใจว่าวันนี้ผมจะตรงกลับบ้านเลย.

“Even though it’s fine with me…”

"ถึงแม้ว่ามันจะไม่เป็นไรสำหรับผม..."

But what in the world was this? Rocks atop mountains? What mountain? What rock? The only mountain I had heard from Asahina-san recently was…

แต่นี่มันเกิดอะไรขึ้น ? หินบนภูเขา ? ภูเขาลูกไหนล่ะ ? แล้วก้อนหินก้อนไหน ? ภูเขาลูกเดียวที่ผมเคยฟังๆ จากอาซาฮินะเมื่อไม่นานมานี้ก็คือ...

I started to feel my head spin.

ผมเริ่มรู้สึกหัวหมุน.

“That damned treasure hunt.”

"ล่าขุมทรัพย์ห่วยแตกนั่น. "

According to Asahina-san, we would spend our holidays treasure-hunting. And that would be the day after tomorrow. Tsuruya-san was said to have a mountain behind her house, and if that was so, she would still be involved. That girl bought the story of the two Asahina-sans without question, as she continued to smile before me and Haruhi. That’s what worries me the most. Even if it was a sticky matter for Koizumi, I could still ignore it for the time being, and that’s exactly what I did.

ตามที่ได้ฟังจากอาซาฮินะ พวกเราจะใช้ช่วงเวลาในวันหยุดทั้งหลายของพวกเราในการล่าขุมทรัพย์. และนั่นก็คงเป็นช่วงหลังจากวันพรุ่งนี้. สซึรุยะบอกว่ามีภูเขาอยู่ลูกหนึ่งอยู่ข้างหลังบ้านของเธอ และถ้าเป็นแบบนั้น เธอก็น่าจะมีส่วนร่วมด้วย. เธอคนนั้นเชื่อเรื่องอาซาฮินะฝาแฝดอย่างไม่ข้องใจเลย เพราะเธอก็จะยิ้มแย้มต่อหน้าผมและฮารุฮิ. นั่นสิ่งที่ทำให้ผมเป็นกังวลอยู่มากที่สุด. เรื่องยุ่งยากต่างๆ จากโคอิซึมิ ผมยังสามารถเมินๆ มันไปก่อนได้ช่วงหนึ่ง และผมคงทำแบบนั้นแน่ๆ.

“So that is to say that Haruhi should be back to her usual self any time soon.”

"งั้นมันก็น่าจะสรุปได้ว่าฮารุฮิน่าจะกลับสู่สภาพปกติของเธอในเวลาใกล้ๆ นี้แล้วมั้ง."

I walked to the classroom as I predicted her reaction. The map was currently in Tsuruya-san’s possession, and two days later we would be on a treasure hunt. That means that Haruhi would probably obtain this map in two days time, most likely tomorrow. I hadn’t detected any sense of excitement in Tsuruya-san last evening. Does this mean that she hadn’t found the map then? Or was she just keeping quiet? Knowing Tsuruya-san, she would be one to give me the map for safe keeping, and tell me to pass it to Haruhi, if she had already found it.

ผมเดินไปสู่ห้องเรียน พร้อมๆ กับคาดเดาท่าทางของเธอ. แผนที่ซึ่งปัจจุบันอยู่ในการครอบครองของสซึรุยะ และอีกสองวันให้หลัง พวกเราจะต้องไปล่าขุมทรัพย์. นั่นหมายความว่าฮารุฮิจะได้รับแผนที่ภายในสองวันนี้ น่าจะเป็นวันพรุ่งนี้มากกว่า. เมื่อเย็นวานผมไม่เห็นสซึรุยะมีท่าทางตื่นเต้นอะไรสักนิด. นี่น่าจะหมายความว่าเธอยังไม่เจอแผนที่มั้ง ? หรือเธอแค่ทำอุบเงียบไว้ ? แต่เพราะรู้จักกับสซึรุยะดี เธอน่าจะเป็นคนที่ให้แผนที่กับผมเพื่อให้เก็บรักษาไว้อย่างปลอดภัย และบอกให้ผมส่งมันต่อให้ฮารุฮิ ถ้าเธอเจอมันแล้วนะ.

“Hey, Haruhi.”

"ไง ฮารุฮิ. "

Just as I expected, she was already in the classroom, remaining as quiet as Nagato, like a normal high school student full of melancholy.

เป็นแบบที่ผมกะไว้ เธออยู่ในห้องเรียนแล้ว และยังคงเงียบๆ เหมือนนากาโตะ เหมือนกับเด็กนักเรียน ม ปลาย ธรรมดาๆ ที่กำลังหม่นหมองคนหนึ่ง.

“How’s Shamisen?”

"ซามีซันเป็นไงบ้างล่ะ ? "

She didn’t even bother to look at me as she continued to stare outside the window. She didn’t look too happy.

เธอไม่สนจะหันมามองผม เพราะเธอยังคงจ้องออกไปนอกหน้าต่าง. ท่าทางไม่ค่อยมีความสุขเท่าไร.

“Oh, he’s still okay.”

"มันก็ยังโอเคอยู่นะ. "

“Is that so. Well, that’s good I guess.”

"เป็นงั้นเหรอ. อืม งั้นก็ดีแล้วมั้ง ฉันว่า. "

Her breath condensed on the window and made it cloudy. Using her index finger, she began tracing patterns on the window.

ลมหายใจของเธอกลั่นตัวบนกระจกหน้าต่างและทำให้มันขุ่นขาว. เธอเริ่มใช้นิ้วชี้ ลากเป็นรูปต่างๆ บนหน้าต่าง.

That’s weird. Being able to have a normal conversation like this with Haruhi was even more rare than seeing Nagato not reading in the club room. This made me feel anxious, as if some feeling of uneasiness was slowly creeping upon me. It couldn’t be the doing of some unknown aliens, could it?

นี่มันแปลกจริง. พูดคุยแบบธรรมดาๆ เช่นนี้กับฮารุฮิได้ มันหายากกว่าเห็นนากาโตะไม่อ่านหนังสืออยู่ในห้องชมรมซะอีก. นี่ทำให้ผมรู้สึกวิตก เพราะรู้สึกไม่สบายใจอะไรบางอย่างได้ค่อยๆ คืบคลานเข้าสู่ตัวผม. นี่คงไม่ใช่การกระทำของมนุษย์ต่างดาวบางตัวที่ไม่รู้จักหรอกนะ หรือไง ?

“What’s the matter? You look down.”

"มีอะไรงั้นเหรอ ? เธอซึมๆ นะ.

Haruhi snorted in reply.

ฮารุฮิหายใจแรงๆ เป็นการตอบ.

“What are you talking about; I’ve always been like this. It’s just that I’ve been doing a lot of thinking lately. Tomor…”

"นายพูดอะไรน่ะ ฉันก็เป็นแบบนี้ตลอดแหละ. ก็แค่ช่วงนี้ฉันต้องคิดอะไรเยอะแยะ. พรุ่ง... "

Just as I was expecting her to go on, she abruptly shut her mouth and stared at me.

ตอนที่ผมกะว่าเธอจะว่าไงต่อ ฉับพลันเธอก็ปิดปากของเธอสนิทและจ้องที่ผม.

“You’re one to ask. Not coming to the club room again today?”

"นายน่ะแหละเป็นคนที่ต้องโดนถาม. วันนี้ก็จะไม่ไปที่ห้องชมรมอีกใช่ไหม ? "

Haruhi revealed a face that clearly said “It doesn’t matter whether you come or not”. I didn’t care, though. To me, it was a great opportunity to chat with her.

ฮารุฮิแสดงหน้าตาบ่งบอกว่า "ไม่สนหรอกว่านายจะมาหรือไม่มา" . ผมไม่สนสักนิด สำหรับผมแล้ว นี่เป็นโอกาสดีที่จะได้บอกกับเธอ.

“Shamisen’s easily bored. And since I can’t entrust him to my sister, I’ll have to take full responsibility of taking him to the vet again.”

"ซามีซันเบื่อได้ง่ายๆ. และเพราะผมไม่สามารถไว้ใจปล่อยมันให้น้องสาวของผมได้ ผมเลยต้องรับผิดชอบเต็มๆ ในการพามันไปหาสัตว์แพทย์อีกรอบ. "

“Hmm, I think that’s great.”

"ฮืม ฉันว่าแบบนั้นก็ดี. "

Even more surprising was that even though Haruhi wore a scowl on her face, I could sense that she was in a pretty good mood.

สิ่งที่ทำให้แปลกใจมาก ก็คือถึงแม้ว่าฮารุฮิจะทำหน้าบึ้งตึง แต่ผมก็สามารถรู้ว่าเธอกำลังอารมณ์ดีมาก.

“When you’re sick, it’s only natural to rely on someone. When he’s all better, be sure to take him out to play. I too wish to play with a fully recovered Shamisen soon.”

"เมื่อนายป่วย มันก็ธรรมดาที่จะต้องพึ่งใครสักคน. ถ้ามันดีขึ้นแล้ว ก็อย่าลืมพามันออกไปเล่นบ้างนะ. ฉันก็หวังจะได้เล่นกับซามีซันที่หายดีแล้ว เร็วๆ เหมือนกัน. "

To Haruhi, Shamisen might have very well become a brigade member already. Asking me to take care of him, and take him away when she felt like playing with him, that was Haruhi for you, all right. Still, I felt that it would be a good experience for both Shamisen and me to let him go over to her place for one week.

สำหรับฮารุฮิ ซามีซันต้องกลายเป็นสมาชิกกลุ่มเต็มตัวไปเรียบร้อยแล้ว. ขอให้ผมดูแลมัน และพามันมาตอนที่เธออยากจะเล่นกับมัน ใช่ล่ะ ฮารุฮิชอบแกแล้ว. ยังไง ผมก็รู้สึกว่ามันคงเป็นประสพการณ์ดีๆ สำหรับซามีซันกับตัวผมที่จะได้พามันไปที่สถานที่ของเธอสักสัปดาห์หนึ่ง.

“I’ll think about it.”

"ผมจะลองคิดดูนะ. "

Looking up at the sky, Haruhi once again began blowing at the window pane.

กำลังมองขึ้นไปบนท้องฟ้า, ฮารุฮิเริ่มจะเป่าลมใส่กระจกหน้าต่างอีกครั้ง.


Since everyone wishes for lessons to end faster anyways, I didn’t feel how slow the flow of time really was.

เพราะทุกคนต่างก็หวังจะให้จบบทเรียนเร็วๆ กันทั้งนั้น ผมไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วเวลามันเดินช้าแค่ไหน.


All I did was silently pray under my breath that my teachers not ask me to answer any questions, as I mechanically flipped the pages, not paying attention to what was going on. Thinking back about it, it was normal to showcase such behavior. Even though it wasn’t a good thing to do, and was probably the reason why my grades suffered so phenomenally, it was nevertheless typical. Feeling dread about the troublesome things I had to do after school, I consoled myself by thinking about how bad Taniguchi’s results were compared to mine. Hey, give me a break already.

ทั้งหมดที่ผมทำ ก็แค่พ่นลมอธิษฐานเงียบๆ ขอไม่ให้อาจารย์ของผมตั้งคำถามใดๆ ถามกับผม เพราะผมพลิกหน้า (หนังสือ) เหมือนเป็นเครื่องจักร ไม่ได้สนใจเลยว่าเกิดอะไรขึ้นอยู่. ลองคิดย้อนกลับไปดูแล้ว มันก็แสดงพฤติกรรมธรรมดาๆ. ถึงแม้มันจะไม่ใช่สิ่งที่ดีนักที่จะทำ , และมันก็น่าจะเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมเกรดผมถึงได้น่าหนักใจเป็นพิเศษ, จะยังไงก็ตามมันก็เป็นกันทั่วๆ ไปแหละ. ต้องกลัวกับสิ่งยากลำบากต่างๆ ที่ผมต้องทำหลังเลิกเรียน ผมเลยควบคุมตัวเองให้คิดถึงผลการเรียนที่ย่ำแย่ของทานิกุจิ เอามาเทียบกับของผม. นี่ ให้ผมได้พักบ้างสิ.


I placed my textbooks in my desk’s drawer, knowing that they would very well gather dust in my room anyway. My bag felt remarkably lighter, as I made my way out of the class room. Just then, Taniguchi, who was on class duty, patted my shoulder and said,

ผมเก็บหนังสือเรียนทั้งหลายใส่ไว้ในโต๊ะผม เพราะรู้ว่าถึงเอากลับไปที่ห้องผม มันก็คงกองสุมให้เปื้อนฝุ่นเปล่าๆ. กระเป๋าของผมเลยเบามากอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่ผมกำลังจะออกจากห้องเรียน. ทันใดนั้นเอง ทานิกุจิ ซึ่งมีหน้าที่ในห้องเรียน ก็ตบไหล่ผมเบาๆ และพูด,


“Yo, Kyon.”

"ไง คิยอน. "


For some reason, Taniguchi looked at me with eyes that had seemed to have lost their light. I didn’t have the time to be fooling around with him. Asahina-san was waiting for me. If he understood what I was feeling, he would have let me go.

ด้วยเหตุผลบางอย่าง ทานิกุจิมองที่ผมด้วยดวงตาที่ดูจะไม่ค่อยสดใสนัก. ผมไม่มีเวลาจะมาเสียเปล่ากับเขาหรอก. อาซาฮินะกำลังรอผมอยู่. ถ้าเขาเข้าใจความรู้สึกผม เขาน่าจะปล่อยให้ผมไป.


But Taniguchi stood there as if blocking the door, and pointed the broom he was holding towards me.

แต่ทานิกุจิกลับยืนอยู่นี่เหมือนกำลังขวางประตูไว้ และชี้ไม้กวาดที่เขาถืออยู่ มาทางผม.


“How I admire you.”

"ผมล่ะเลื่อมใสนายจัง. "


There was an air of spite in his voice. I racked my brain as I thought of what could have possibly inspired his admiration. I couldn’t find anything.

มีความเคืองอยู่ในน้ำเสียงของเขา. ผมพยายามคิดว่าอะไรเป็นสาเหตุชักนำให้เขารู้สึกเลื่อมใสได้. แต่ผมก็คิดอะไรไม่ออก.


“Is that so.” Taniguchi replied slowly, and sighed.

"งั้นเหรอ. " ทานิกุจิตอบเบาๆ และถอนใจ.


I wonder if Haruhi’s melancholy had affected Taniguchi, too. Maybe it was some kind of sickness that could be transferred via the air.

ผมสงสัยว่าความหม่นหมองของฮารุฮิไปมีผลต่อทานิกุจิด้วยหรือเปล่า. บางทีมันอาจจะเป็นไข้บางอย่าง ที่สามารถติดต่อผ่านทางอากาศ.


“Hey, Taniguchi.”

"นี่ ทานิกุจิ. "


Kunikida suddenly appeared and stared at Taniguchi’s face.

อยู่ๆ คุนิคิดะ ก็โผล่มาและจ้องที่หน้าของทานิกุจิ.


“You look like someone who just got dumped by his girlfriend, looking very depressed lately. What’s the matter? Don’t tell me you two really did break up.”

"นายทำท่าเหมือนกับคนที่โดนแฟนทิ้งงั้นล่ะ ท่าทางห่อเหี่ยวมากเลยนะหลังๆ นี้. มีอะไรงั้นเหรอ ? อย่าบอกผมนะ ว่านายอกหักจริงๆ. "


Kunikida asked while busy operating the vacuum cleaner.

คุนิคิดะถาม ขณะที่กำลังวุ่นกับเครื่องดูดฝุ่น.


“Is that so, is that so…”

"งั้นเหรอ งั้นเหรอ... "


I smiled as I patted Taniguchi’s back. Speaking of his girlfriend, I heard it was some girl from Kouyouen he got to know during Christmas. Unfortunately, I was busy eating Haruhi’s hot pot during Christmas, so too bad, Taniguchi.

ผมยิ้มพร้อมกับตบหลังทานิกุจิเบาๆ. พูดถึงแฟนของเขา, ผมเคยได้ยินว่าเป็นสาวจากโรงเรียนโคโยเอ็น ที่เขาไปรู้จักในช่วงคริสมาต. โชคไม่ค่อยดี ผมยุ่งอยู่กับการกินหม้อไฟของฮารุฮิในช่วงคริสมาต มันแย่หน่อยนะ ทานิกุจิ.


“Seeing your face, it looks like you got dumped. I see, I see.”

"ดูหน้านายแล้ว มันก็เหมือนว่านายโดนทิ้ง. รู้ละ ๆ. "


“This can’t be.”

"ไม่น่าเป็นแบบนี้. "


My friend, who had obviously been fishing for sympathy earlier on, put on another depressed face as the broom fell from his hands. It was painfully clear that he was still very sad.

เพื่อนของผม ผู้ซึ่งชัดเจนว่าเมื่อครู่ได้เรียกร้องความเห็นใจ ได้เปลี่ยนสีหน้าหดหู่เป็นอีกแบบ พร้อมกับปล่อยไม้กวาดร่วงหล่นจากมือของเขา. มันแจ่มแจ้งอย่างน่าปวดร้าวว่าเขายังเสียใจมากอยู่.


“You should get going, you’re disturbing my cleaning.”

"นายไปซะเถอะนะ รบกวนการทำความสะอาดของผมนะ. "


Kunikida forced out a sympathetic smile.

คุนิคิดะฝืนยิ้มเห็นใจ.


“Even if it hurts, I’m sure that it’s only a matter of time, Taniguchi. Pardon me for being honest, but even though I never once met your girlfriend, from your words I could tell that she wasn’t really serious from the start.”

"ถึงว่ามันจะเจ็บปวด ผมก็มั่นใจว่ามันแค่ช่วงหนึ่งเท่านั้นแหละ ทานิกุจิ. โทษทีนะ ที่ผมตรงไปหน่อย แต่ถึงแม้ผมจะไม่เคยเจอแฟนนายสักครั้ง จากคำพูดต่างๆ ของนาย ผมบอกได้เลยว่าเธอไม่ได้จริงจังเท่าไรตั้งแต่แรกแล้วล่ะ. "


“How could you know if the both of you have never met? Oh, forget it. It’s not like I was expecting you to understand anyway---”

"นายจะรู้ได้ไง ถ้าทั้งคู่ไม่เคยเจอกัน ? ช่างมันเหอะ. ผมก็ไม่คิดว่านายจะเข้าใจมันหรอก~~"


“Truthfully speaking, don’t you think it’s a bit too weird to become lovers before the two of you even started off as friends?”

"พูดตามตรงนะ นายไม่คิดว่ามันแปลกเหรอ ที่จะเป็นแฟนกันก่อนที่พวกนายทั้งสองจะเป็นเพื่อนกันซะอีก ? "


“Bah, don’t mention this anymore. I really want to get over it as soon as possible.”

"เชอะ ไม่ต้องพูดเรื่องนี้แล้ว. ผมอยากจะผ่านพ้นมันให้เร็วที่สุด. "


I really wanted to stay, just to see how a typical high school drama unfolds in real life. Unfortunately for me, real life does not permit me to stay here any longer, and I needed to take my leave soon.

จริงๆ ผมยังอยากจะอยู่ต่อ เพื่อดูว่าละคร ม ปลาย ที่เกิดกับชีวิตจริงเรื่องนี้มันจะเป็นยังไง. แต่โชคไม่ดีสำหรับผม ที่ชีวิตจริงไม่ยอมให้ผมอยู่ที่นี่นานไปกว่านี้ และผมจำเป็นต้องจากไปแล้ว.


“Oh well, don’t think about it too much. A good lad like you will surely meet a fine lass one of these days. Until then, just be patient!”

"เอาน่า อย่าคิดมากเลย. เพื่อนดีๆ อย่างนาย น่ะแน่นอนว่าต้องเจอสาวดีๆ เข้าสักวัน. ก่อนนั้น ก็อดทนไว้ ! "


After making my statement, I hurried out of the classroom before Taniguchi could think of a reply. At least I tried to console him. I’m not that kind of guy that would make fun of someone who’s just got dumped. Truthfully speaking, I really sympathize with you, but at the same time, I’m relieved to see one of my good buddies once again come back to accompany me at the starting line. Let’s try harder in the future, okay?

หลังจากกล่าวไป ผมก็รีบออกจากห้องเรียนก่อนที่ทานิกุจิจะคิดคำตอบออกมา. อย่างน้อยผมก็พยายามจะปลอบใจเจา. ผมไม่ใช่คนประเภทที่จะเล่นสนุกกับใครสักคนที่เพิ่งโดนทิ้งมา. พูดตามตรงนะ ผมเห็นใจนายจริงๆ แต่ในขณะเดียวกัน ผมก็โล่งใจที่เห็นคู่หูแสนดีคนหนึ่งกลับมาร่วมกับผม ที่จุดเริ่มต้นอีกครั้ง. ในอนาคตก็พยายามให้หนักกว่านี้หน่อยแล้วกัน ตกลงไหม ?


But why did he admire me so?

แต่นายจะเลื่อมใสผมทำไมล่ะ ?


As I opened my shoe locker, I suddenly thought of many things. If Taniguchi’s melancholy was due to love, could the same thing be said for Haruhi too? If Taniguchi was acting all melancholic because of the end of his love life, could Haruhi be acting the same due to her lack of one?

ขณะที่ผมเปิดตู้เก็บรองเท้าของผม จู่ๆ ผมก็คิดในหลายๆ เรื่อง. ถ้าความหม่นหมองของทานิกุจิเกิดขึ้นเพราะความรัก แล้วแบบเดียวกันนี้ เกิดกับฮารุฮิด้วยไหม ? ถ้าการกระทำที่หม่นหมองต่างๆ ของทานิกุจิ เป็นเพราะชีวิตรักของเขาสิ้นสุดลง การกระทำของฮารุฮิที่คล้ายกันนั้น จะเป็นเพราะเธอไม่มีรักเลยหรือเปล่า ?


Thinking about this, I suddenly felt scared, before I laughed out loud to myself.

คิดๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้แล้ว อยู่ๆ ผมก็รู้สึกกลัว ก่อนที่ผมจะหัวเราะออกมาดังๆ กับตัวเอง.


“Impossible.”

"เป็นไปไม่ได้น่า. "


Thinking that Haruhi’s melancholy was due to love problems was just plain stupid. The possibility of that happening was roughly equal to me being selected to join the national baseball league. And even if it did happen, I wouldn’t be happy, just like the current situation. Even if it was totally unrelated to my current problems, I wanted to know what Haruhi was really thinking. It was hard to imagine a world without Haruhi, who was presumably sulking alone in the club room beside the heater right now.

คิดว่าอาการหม่นหมองของฮารุฮิเกิดขึ้นเพราะปัญหาเรื่องรักๆ มันช่างงี่เง่าสิ้นดี. ความเป็นไปได้ที่มันจะเป็นแบบนั้นก็ช่างยากพอๆ กับที่ตัวผมจะโดนเลือกให้เข้าร่วมลีกเบสบอลระดับชาติ. และถึงมันจะเป็นแบบนั้น, ผมก็คงไม่มีความสุขเท่าไร, ก็เหมือนกับสถานการณ์ในตอนนี้แหละ. ถึงแม้มันจะไม่สัมพันธ์กับปัญหาปัจจุบันของผมเลยสักนิด แต่ผมก็อยากรู้ว่าฮารุฮิกำลังคิดอะไรอยู่จริงๆ. มันช่างยากที่จะจินตนาการถึงโลกที่ปราศจากฮารุฮิ ผู้ซึ่งน่าจะกำลังบูดบึ้งไม่พูดไม่จาอยู่คนเดียวข้างๆ เครื่องทำความอุ่นในห้องชมรมในตอนนี้.


“Just forget it.”

"ช่างมันก่อนเถอะ. "


Now’s not the time to be thinking of such things. I mean, it’s Haruhi we’re talking about. She’ll be okay in no time. If she knew about our treasure hunt, she’d be in high spirits instantly. Since I already knew what was going to happen, there was no need to worry anymore. Nor was there any need to try to find out any further. Because there was always the possibility of making a mistake, and endangering the entire SOS Brigade in the process. Just like a harmless germ, if exposed to laser radiation, it might very well mutate into some life-threatening organism. Even though I could learn a lot from this specific “germ”, the risks of it mutating were too high, and therefore I decided it was best to leave it alone. Was it the right choice to play it safe, or a foolish decision to forsake the opportunity to find out more? There’s only a blurry line between what’s right and what’s wrong.

ตอนนี้ไม่ใช่เวลาจะไปคิดเรื่องต่างๆ เหล่านั้น. ผมหมายความว่า ตอนนี้พวกเรากำลังพูดถึงฮารุฮิอยู่. เธอจะเรียบร้อยดีในอีกไม่นานหรอก. ถ้าเธอได้รู้เกี่ยวกับการล่าขุมทรัพย์ของพวกเรา เธอจะมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที. เพราะผมรู้อยู่แล้วว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้น มันก็เลยไม่จำเป็นต้องไปวิตกอีกต่อไป. และไม่จำเป็นต้องไปหาสาเหตุอีกแล้วด้วย. เพราะมันมีความเป็นไปได้เสมอที่จะก่อให้เกิดความผิดพลาดขึ้น และจะทำให้กลุ่ม SOS ทั้งหมดตกอยู่ในอันตราย. ก็เหมือนกับเชื้อโรคที่ปราศจากอันตรายใดๆ เชื้อโรคหนึ่ง ถ้ามันโดนรังสีเลเซอร์ มันก็จะกลายพันธ์ไปเป็นสิ่งมีชีวิตที่คุกคามต่อชีวิตได้. ถึงแม้ว่าผมจะเริ่มรู้รูปแบบเฉพาะของ "เชื้อโรค" นี้แล้ว, ความเสี่ยงของการกลายพันธ์ก็ยังสูงมาก, และดังนั้น ผมเลยตัดสินใจว่ามันเป็นจะดีที่สุด ถ้าจะปล่อยมันไว้เฉยๆ. ทางเลือกที่ถูกต้องก็คือเล่นให้ปลอดภัยไว้ หรือเป็นการตัดสินใจโง่ๆ ที่ทอดทิ้งโอกาสที่จะค้นหาความจริงกันนะ ? มันมีแค่เส้นจางๆ อยู่ระหว่างความถูก และความผิด.


“I’ll just do what I can for the future before me, before worrying about the distant future.”

"ผมแค่ทำในสิ่งที่ผมทำได้ สำหรับอนาคตต่อหน้าผม ก่อนที่จะไปกังวลกับอนาคตไกลๆ. "


Someone once said that the only thing certain about the future is the uncertainty it brings. But for me, there was something sure about the future, and that was that Asahina-san existed, and therefore so did the future.

ใครบางคนเคยบอกว่า สิ่งเดียวที่แน่นอนสำหรับอนาคตก็คือ มันนำเอาสิ่งที่ไม่แน่นอนต่างๆ มา. แต่สำหรับตัวผม, มีอยู่อย่างหนึ่งที่มั่นใจเกี่ยวกับอนาคต นั่นก็คือการคงอยู่ของอาซาฮินะ , และนั่นก็หมายถึงอนาคตด้วย.


After returning home briefly, I got on to my trusty bike, and pedaled all the way to Tsuruya-san’s mansion.

หลังจากกลับถึงบ้านผมสักพัก ผมก็ขึ้นสู่จักรยานที่เชื่อใจได้ของผม และถีบมันไปยังคฤหาสถ์ของสซึรุยะ.


What I had in mind was to telephone Tsuruya-san’s house, and tell Asahina-san to come out and meet me. But since Tsuruya-san wasn’t home yet, things were a little tricky. I thought of asking one of Tsuruya-san’s maids to relay my message to Asahina-san, but after thinking that it would probably take a long time for me to get my message through, and an even longer time for them to relay it, I gave up upon the idea. Unable to decide, I finally telephoned the Tsuruya residence, and decided to just let the future play itself out.

สิ่งที่ผมคิดอยู่ ก็คือโทรไปที่บ้านสซึรุยะ และบอกให้อาซาฮินะออกมาเจอผมข้างนอก. แต่เพราะสซึรุยะยังไม่อยู่ที่บ้าน เรื่องก็เลยยากขึ้นนิดหน่อย. ผมคิดว่าจะขอให้สาวใช้สักคนของสซึรุยะช่วยบอกข้อความของผมให้อาซาฮินะ แต่หลังจากคิดว่า มันอาจจะเสียเวลานานกว่าที่ผมจะบอกข้อความออกไป และยิ่งนานขึ้น กว่าพวกเธอจะส่งข้อความให้ ผมเลยทิ้งความคิดนั้นไป. เมื่อตัดสินใจไม่ได้ ที่สุดผมก็เลยโทรไปที่บ้านพักของสซึรุยะ และตัดสินใจปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรม (อนาคตมันเล่นบทของมันเอง) .


It was, as I expected, one of Tsuruya-san’s maids who picked up the phone. It seemed that Asahina-san was already expecting my call, as the maid didn’t ask any further question other than what my name was. Before I even said “Hello” to Asahina-san, she said, “I’ll go and meet you right away. Please wait for me”, as if totally understanding what I wanted to say. If she happened to become my secretary in the future, I’m sure she would display a great deal of potential.

มันเป็นไปตามที่ผมคาดไว้ สาวใช้คนหนึ่งของสซึรุยะเป็นคนรับสาย. ดูเหมือนว่าอาซาฮินะได้กะไว้ล่วงหน้าแล้วว่าผมจะโทรไป เพราะสาวใช้ไม่ได้ถามอะไรอื่นนอกจากชื่อผมเลย. ก่อนที่ผมจะทันพูด "หวัดดี" กับอาซาฮินะ เธอก็พูดว่า "ฉันจะออกไปเจอเธอทันทีเลย. รอฉันนะ.", และเหมือนจะเข้าใจไปซะหมดแล้วว่าผมต้องการจะพูดอะไร. นี่ถ้าในอนาคตเธอเกิดได้เป็นเลขาฯ ของผม ผมมั่นใจเลยว่าเธอจะแสดงความสามารถได้มากมายเลย.


Just like Tsuruya-san, Asahina-san was a respectable sempai. Instead of conveying everything through the phone, why shouldn't I just let Asahina-san read the message? That would save me a lot of time trying to explain to her the various symbols. Now why hadn’t I thought of that earlier?

ก็เหมือนสซึรุยะ, อาซาฮินะเป็นรุ่นพี่ที่น่ารักถือคนหนึ่ง. แทนที่จะสื่อสารทุกอย่างผ่านทางโทรศัพท์ ทำไมจะไม่ให้อาซาฮินะอ่านข้อความล่ะ ? นั่นน่าจะช่วยประหยัดเวลาให้ผมได้มาก แทนที่จะอธิบายสัญลักษณ์ต่างๆ ให้เธอ (ทางโทรศัพท์). ทำไมผมไม่คิดเรื่องนั้นก่อนนะ ?


Within my pockets were the said letter and a flashlight, just in case something happened. Because I had been to Tsuruya-san’s house too many times for me to remember, I instinctively knew where to go. Even though it wasn’t snowing, knowing the cold February, it would probably snow any time soon. While my ears and nose were turning numb from the cold winter wind, I continued to pedal furiously, until I finally reached Tsuruya-san’s house.

ในกระเป๋าของผมมีจดหมายฉบับที่ว่าและก็ไฟฉาย เผื่อไว้ในกรณีที่มีบางอย่างเกิดขึ้น. เพราะผมเคยมาที่บ้านสซึรุยะมาหลายครั้งแล้วเลยจำได้ ผมเลยรู้ได้โดยทันทีไม่ต้องคิด ว่าต้องไปทางไหน. และถึงแม้ว่าตอนนี้หิมะไม่ได้ตกอยู่ แต่เพราะเป็นกุมภาพันธ์ที่หนาวอยู่ มันก็เป็นไปได้ว่าหิมะจะตกเมื่อไหร่ก็ได้. ขณะที่หูและจมูกของผมเริ่มชาเพราะลมฤดูหนาว ผมก็ปั่นอย่างรุนแรง จนกระทั่งผมมาถึงบ้านสซึรุยะในที่สุด.


Asahina-san’s face emerged cautiously from between the doors.

ใบหน้าของอาซาฮินะโผล่ออกมาจากช่องประตู.


“Kyon-kun.”

"คิยอน. "


Asahina-san let out a relieved smile, as she stepped out from Tsuruya-san’s house. She wasn’t dressed in her sailor uniform like she was yesterday. Instead, she was dressed in long pants and a thick, furry jacket.

อาซาฮินะยิ้มออกมาอย่างโล่งใจ ขณะที่เธอก้าวออกจากบ้านของสซึรุยะ. เธอไม่ได้อยู่ในชุดเครื่องแบบกลาสีของเธอเหมือนเมื่อวาน. เธอสวมอยู่ในกางเกงขายาวและเสื้อแจ็คแก็ตหนังขนสัตว์ตัวหนา.


“I borrowed some clothes from Tsuruya-san.”

"ฉันยืมชุดบางตัวจากสซึรุยะน่ะ. "


As if noticing my blank stare, Asahina-san tightened her collar, and said:

เหมือนจะรู้ถึงการจ้องมองของผม อาซาฮินะดึงคอเสื้อให้แน่นขึ้น และพูดว่า :


“Because I can’t go back home to retrieve my own clothes.”

"เพราะฉันกลับไปที่บ้านเพื่อเอาเสื้อของตัวเองไม่ได้. "


“So you have no memory of losing clothes?”

"เพราะเธอไม่มีความทรงจำเรื่องมีเสื้อผ้าหายไป ? "


I asked stupidly while sitting on my bike. It was painfully obvious, but that was all I could think of at that moment.

ผมถามโง่ๆ ออกไป ขณะที่ยังนั่งอยู่บนจักรยานของผม. มันก็แน่ชัดอยู่แล้ว แต่นั่นเป็นสิ่งเดียวที่ผมคิดออกมาได้ ในตอนนั้น.


Asahina-san didn’t look too good, as she said,

อาซาฮินะท่าทางไม่ดีเท่าไร ขณะที่เธอพูด,


“Erm… I can’t really remember if I lost any garments… Because I never once thought of going through them to search if any of them went missing… Even if I did lose some I doubt I would notice… But that’s not to say that I have too many outfits to choose from… umm…”

"เอ่อ... จริงๆ ฉันจำไม่ได้หรอก ว่าฉันเคยมีชุดหายไปไหม... เพราะไม่เคยมีสักครั้งที่ฉันจะไปค้นพวกมันว่ามีอะไรหายไปไหม... แต่ถ้ามันหายไปบ้าง ฉันก็คงรู้มั้ง... แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าฉันมีชุดให้เลือกมากนักให้เลือก... อืมม... "


You need not worry too much. If it were me, I wouldn’t have noticed if a pair of my pants suddenly went missing and even if I did, I couldn’t go around blindly accusing people of stealing them. If that really did happen, all I would do was stay quiet. Not like I would really mind anyway.

เธอไม่จำเป็นต้องคิดมากนักหรอก. ถ้าเป็นผมนะ ผมก็คงไม่รู้หรอก ถ้าอยู่ๆ ก็มีกางเกงหายไปสักตัว และถึงแม้ผมจะรู้ ผมก็คงไม่ไปกล่าวโทษใครมั่วๆ ว่าขโมยมันไปหรอก. และถ้านั่นเกิดขึ้นจริง สิ่งที่ผมจะทำก็คงเป็นทำเงียบเข้าไว้. ทำเหมือนว่าผมไม่สนใจเลยสักนิด.


I gently looked at Asahina-san. It doesn’t matter whether those clothes are yours or not, anything would look great on you.

ผมค่อยๆ มองที่อาซาฮินะ. มันไม่สำคัญหรอกว่าชุดเหล่านั้นเป็นของเธอหรือเปล่า ทุกอย่างจะดูดีเสมอบนเธอ.


“N-no… T-there’s no such thing…”

"มะ ไม่... ไม่ใช่แบบนั้น... "


Asahina-san shook her hands in embarrassment.

อาซาฮินะโบกมือในอาการเขินอาย.


“The sleeves are too long for me, and…”

"แขนเสื้อยาวไปหน่อยสำหรับฉัน และก็... "


Asahina-san reached for her chest, and gently laid her fingers on them. Her face blushed bright red, as her movements stopped.

อาซาฮินะสัมผัสหน้าอกของเธอ และเอานิ้วของเธอวางบนมันเบาๆ. หน้าแดงฉาน และหยุดขยับลง.


“I-I-I-It’s okay… R-really… Ahahahaha!”

"มะ มะ มันก็ดีแล้ว... จะ จริงๆ นะ อะฮะ ๆ ! "


After a moment of silence, my heart finally calmed down. Tsuruya-san may have had longer hands and feet, as well as a taller figure, but on Asahina-san, there were also places that were too tight. At one glance, anyone could see which part was too small for Asahina-san. I knew that beneath the jacket lay a hot figure. It was too bad that I couldn’t see it without the jacket. But then again, I was sure that I would be able to in the future.

หลังจากเงียบอยู่ครู่หนึ่ง หัวใจผมก็สงบลงได้. สซึรุยะอาจจะมีแขนและขายาวกว่า รวมถึงรูปร่างสูงกว่า แต่สำหรับอาซาฮินะ ยังมีบางส่วนที่คับไปหน่อย. แค่ชำเลืองสักครั้ง ใครๆ ต่างก็บอกได้ว่าส่วนไหนมันเล็กไปสำหรับอาซาฮินะ. ผมรู้ว่าภายใต้เสื้อแจ็คแก็ตนั่นมันมีรูปร่างที่น่าตื่นเต้น. มันแย่ชะมัดที่ผมไม่สามารถมันโดยไม่มีเสื้อแจ็คแก็ตได้. แต่ก็นั่นแหละ ผมมั่นใจว่าผมน่าจะได้เห็นในอนาคต.


I took out the letter I found in my shoe locker this morning.

ผมหยิบเอาจดหมายที่ผมเจอในตู้เก็บรองเท้าของผมในตอนเช้านี้ ออกมา.


“It seems that this time we have to do it no matter what. Do you know why?”

"มันเหมือนว่าคราวนี้พวกเราก็ต้องทำมันอีกแล้วไม่ว่าจะยังไงก็ตาม. เธอรู้ไหมว่าทำไม ? "


Scale a mountain. Move a rock. This seemed like those RPGs, where the main character would be given a rather pointless mission, without any explanation why he had to do it. And there wasn’t any mentioning of what he would obtain should he follow the instructions given either. Worse, there wasn’t any guarantee that even if the hero did oblige, he would obtain something good.

ปีนเขา. ขยับก้อนหิน. นี่มันเหมือนกับเกม RPG ที่ตัวละครหลักจะต้องรับภารกิจไร้สาระสักอย่าง โดยไม่มีคำอธิบายว่าต้องทำๆ ไม. และไม่อธิบายสักนิดว่าเขาจะได้รับอะไรถ้าเขาทำตามคำแนะนำที่ให้ไว้. ที่แย่ที่สุด ก็คือไม่มีคำยืนยันใดๆ เลยว่าถ้าตัวเอกช่วยเหลือ เขาจะได้รับสิ่งดีๆ บ้างหรือเปล่า.


“Hmm… Is it that mountain? It’s the only mountain I know. Oddly-shaped rock? Rocks… Hmm… Ah, could it be…?”

"หือ... ภูเขานั่นหรือเปล่านะ ? ฉันก็รู้จักภูเขาอยู่ลูกเดียวนี่. ก้อนหินรูปร่างประหลาด ? ก้อนหิน... อืมม... อ่า หรือมันจะเป็น... ? "


Asahina-san softly muttered to herself while she read the letter, which was gently caressed by the wind. She was thinking aloud, just like a little lost mouse who had forgotten the way back to his little hole.

อาซาฮินะพึมพำกับตัวเองเบาๆ ขณะที่อ่านจดหมาย ซึ่งโดนลมโบกสัมผัสเบาๆ. เธอกำลังคิดอย่างออกเสียงออกมา เหมือนหนูหลงทางตัวน้อยๆ ที่ลืมเส้นทางกลับสู่รูน้อยๆ ของมัน.


“I have a general idea of where we’re supposed to go. It should be the site of the treasure hunt. In other words, it’s the only place I know.”

"ฉันมีความคิดคร่าวๆ แล้วว่าพวกเราควรจะไปไหน. มันน่าจะเป็นสถานที่ๆ ล่าขุมทรัพย์. หรือจะพูดว่า มันเป็นแค่ที่เดียวที่ฉันรู้จัก. "


I nodded. It made sense.

ผมพยักหน้า. มันก็ดูจะเข้าทาง.


“But, what should we do?”

"แต่ พวกเราควรจะทำอะไร ? "


Obviously, I had no clue. But I did have an idea.

แน่นอน ผมไม่มีเบาะแสอะไร. แต่ผมก็มีความคิดอยู่อย่าง.


“Asahina-san, did we really not find anything?”

"อาซาฮินะ พวกเราไม่เจออะไรสักอย่างจริงๆ เหรอ ? "


“Yes… I mean, no, we didn’t.”

"จ้ะ... ฉันหมายถึงว่า พวกเราไม่เจอ. "


My hands were slowly turning numb from the cold. Asahina-san folded the letter, and I suddenly felt uneasy. What was this feeling?

มือของผมค่อยๆ ด้านชาเพราะความหนาว. อาซาฮินะพับจดหมาย และอยู่ๆ ผมก็รู้สึกไม่สบายใจ. ความรู้สึกนี้มันอะไรกันนะ ?


“Doesn’t it seem strange? No matter how you look at it, this order has something to do with treasure hunting.”

"มันไม่แปลกเหรอ ? ไม่ว่าจะมองยังไง คำสั่งอันนี้ก็เหมือนว่าจะเกี่ยวกับการล่าขุมทรัพย์. "


“W-well…”

"กะ ก็..."


Asahina-san lowered her head.

อาซาฮินะก้มหัวลง.


“What does this mean? Hmm…”

"นี่หมายความว่าไงนะ ? ฮืมม..."


Not knowing whether ignorance is bliss or not knowing anything was not good, Asahina-san shook her head and looked at me.

การไม่ได้รู้สิ่งที่เป็นอวิชชาเป็นความสุข หรือการไม่ได้รู้อะไรเลยไม่ใช่เรื่องดี , อาซาฮินะส่ายหัวของเธอ และมองที่ผม.


“I still can’t seem to make out anything. I guess it's best that we head to the mountain. Maybe I’ll remember something there…”

"ฉันยังคิดไม่ออก. ฉันว่ามันจะดีกว่า ถ้าพวกเราไปที่ภูเขา. บางทีฉันอาจจะจำบางอย่าง ได้ที่นั่น..."


“That makes sense.”

"นั่นก็เข้าท่า. "


Anyhow, we should first head there to have a look. Haruhi would undoubtedly be unhappy if she were to find out that I’d been there ahead of her, but I suppose that I could always pretend that I’d never been to the place before, should she ask.

ยังไงก็ตาม พวกเราน่าจะเริ่มจากมุ่งหน้าไปที่นั่น เพื่อดูสักหน่อย. ไม่ต้องสงสัยเลยว่าฮารุฮิจะต้องไม่พอใจแน่ ถ้าเธอรู้ว่าผมไปที่นั่นก่อนเธอ แต่ผมทึกทักว่าผมน่าจะแกล้งทำเป็นว่าไม่เคยไปที่นั่นมาก่อน เธอคงไม่ถามอะไร.


I got onto my bike, and persuaded Asahina-san to sit behind me. Afraid of falling off, Asahina-san wrapped her hands tightly around my waist. I suddenly recalled last night.

ผมนั่งลงบนจักรยานผม และชวนให้อาซาฮินะนั่งหลังผม. กลัวที่จะตกลงไป, อาซาฮินะโอบแขนของเธอรอบเอวผมแน่น. อยู่ๆ ผมก็นึกไปถึงเมื่อคืน.


“What’s the matter?”

"มีอะไรเหรอ ? "


Asahina-san asked me softly, just as I was identifying left and right.

อาซาฮินะถามผมเบาๆ ขณะที่ผมกำลังจำแนกทิศซ้ายขวา.


“Nah, it’s nothing.”

"อ่า ไม่มีอะไรหรอก. "


I replied simply, as I began pedaling. My mind, however, was silently thinking about something else.

ผมตอบไปเรียบๆ และเริ่มถีบจักรยาน. อย่างไรก็ตาม ในความคิดผม กำลังคิดเงียบๆ อยู่กับเรื่องอื่น.


Was that guy last night Koizumi? Or was it merely someone who looked like him? I hadn’t really got a good glance at him, and it was dark too.

ผู้ชายเมื่อคืนวาน ใช่โคอิซึมิหรือเปล่า ? หรือเป็นแค่ใครสักคนที่ดูเหมือนเขา ? ผมไม่ได้มองชัดๆ เพราะมันมืด.


I shunned those thoughts from of my mind, and continued to head for the mountain.

ผมระงับความคิดเหล่านั้นไปจากใจผม และมุ่งต่อไปยังภูเขา.


Maybe it was due to Tsuruya-san’s mansion being too big, but I soon lost all sense of direction.

บางทีมันอาจเป็นเพราะว่าคฤหาสน์ของสซึรุยะใหญ่มากๆ อีกไม่ช้าผมคงจำแนกทิศทางไม่ถูกแล้ว.


Tsuruya-san’s private mountain was located east of North High. Instead of being called a mountain, it should be called a hill, as it wasn’t really as high as a mountain above sea level. As I scanned the area around me, I was disappointed to not find any monuments left behind by some ancient civilization. Looking up high, all I could see were trees, trees, and more trees. Be it a mountain, a cliff, a dune, or a sleeping volcano, scaling it was no easy task. The same could be said for this hill. There were no specially-made paths for ascension. It would take equal amounts of time and energy to ascend or descend, or simply put, to go up and down the hill. Even a grizzly bear would feel tired climbing this steep hill.

ภูเขาส่วนตัวของสซึรุยะตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของ ม ปลายเหนือ. แทนที่จะเรียกว่าเป็นภูเขา มันน่าจะเป็นเนินเขามากกว่า เพราะมันไม่สูงเท่าภูเขาเหนือระดับน้ำทะเล. ตอนที่ผมตรวจสอบพื้นที่ใกล้ๆ ผม ผมต้องผิดหวังที่ไม่เจอปูชนียสถานต่างๆ หลงเหลือไว้จากอารยธรรมยุคอดีต. เมื่อมองสูงขึ้นไป สิ่งที่ผมเห็นก็มีแต่ ต้นไม้ ต้นไม้ และก็ต้นไม้. ถ้าเป็นภูเขา หน้าผา ภูเขาทราย หรือภูเขาไฟที่ดับแล้ว การไต่มันก็ไม่ใช่งานง่าย. เนินเขาลูกนี้ก็น่าจะเป็นเหมือนกัน. ไม่มีเส้นทางที่สร้างไว้พิเศษสำหรับขึ้นไป. มันน่าจะใช้เวลาและพลังงานพอๆ กันในการปีนขึ้นและไต่ลง หรือว่าง่ายๆ ก็ขึ้นและลงเนิน. แม้แต่หมี grizzly (หมีสีน้ำตาลทรงพลังอาศัยอยู่ในพื้นที่ตะวันตกของทวีปอเมริกาเหนือ) ก็คงต้องรู้สึกเหน็ดเหนื่อยในการปีนเนินเขาที่สูงชันนี่.


“It’s this place alright. Let’s start climbing.”

"ที่นี่ใช่ไหม. งั้นเริ่มปีนเขากันเถอะ. "


Following Asahina-san’s directions, I silently pushed my bike uphill, and scaled the hill. The sun was already beginning to set. As I looked down, vast vegetable fields came into view, but there wasn’t a single soul in sight.

ไปตามทางที่อาซาฮินะชี้แนะ ผมจอดจักรยานเงียบๆ ที่ตีนเขา และปีนเนินเขา. ดวงอาทิตย์เริ่มจะตกแล้ว. เมื่อผมมองลงไปข้างล่าง ก็เห็นทิวทัศน์สวนผักมโหฬาร แต่ไม่มีสักคนในสายตา.


“Are you sure it’s alright to just climb someone else’s mountain? We’re technically trespassing on private property you know.”

"เธอแน่ใจนะว่ามันถูกต้องแล้วที่มาปีนภูเขาของคนอื่น ? ตามทฤษฎีแล้วพวกเรากำลังบุกรุกที่ดินส่วนบุคคลอยู่นะ เธอรู้ไหม. "


I said as I wearily made my way to the top of the hill. Asahina-san suddenly let out a soft laugh. “Tsuruya-san said it’s alright. Kyaa~ That’s what I heard her say a few days ago… Oh no, wait… That should be tomorrow… She should be telling you this tomorrow.”

ผมพูด ขณะหาทางขึ้นสู่ยอดเขาอย่างเหน็ดเหนื่อย. อยู่ๆ อาซาฮินะก็หัวเราะออกมาเบาๆ. "สซึรุยะพูดว่ามันไม่เป็นไร. ค่ะ~ นั่นเป็นสิ่งที่ฉันได้ยินจากเธอไม่กี่วันก่อน... อ่ะ ไม่สิ เดี่ยวนะ... น่าจะเป็นพรุ่งนี้สิ... เธอน่าจะบอกเธอแบบนี้ในวันพรุ่งนี้. "


I felt as if I had finally grasped the situation. It may seem like the past to Asahina-san, but to me it was the future. I only hoped that she would shed more light on what I should do.

ผมรู้สึกเหมือนจะเข้าใจสถานการณ์ในที่สุด. ดูเหมือนมันจะเป็นอดีตสำหรับอาซาฮินะ แต่กับผมแล้ว มันเป็นอนาคต. ผมหวังแค่ให้เธอบอกให้กระจ่างกว่านี้ว่าผมควรจะทำอะไร.


“Erm… That’s all I can tell you for now… The treasure hunt and city patrol should happen pretty soon now…”

"เอ่อ... นั่นเป็นทั้งหมดแล้วล่ะ ที่ฉันสามารถบอกเธอได้ตอนนี้... ล่าขุมทรัพย์กับการตรวจในเมืองน่าจะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้ล่ะ... "


Then what about the lucky draw?

แล้วเรื่องเสี่ยงโชคล่ะ ?


“A-ah... T-that…”

"อะ อ่า...นะ นั่น..."


Asahina-san was immediately thrown into a state of panic, as she blushed furiously. Hmm, anything else?

อาซาฮินะตกอยู่ในอาการหวั่นวิตกในทันที เพราะเธอหน้าแดงขึ้น. หืม มีอะไรอื่นเหรอ ?


“W-well… T-that…”

"ก ก็... นะ นั่น..."


Was Asahina-san panicking because she was hiding something? Classified information?

หรือที่อาซาฮินะวิตกก็เพราะเธอปิดบังอะไรบางอย่างไว้ ? ข้อมูลลับสุดยอด ?


“Y-yes! That’s it, classified information… Well, at least classified for now.”

"ชะ ใช่! นั่นล่ะ ข้อมูลลับสุดยอด... ยะ อย่างน้อยก็ลับสุดยอดสำหรับตอนนี้. "


From the look on her face, I couldn’t feel any sense of superiority at all. Even though I didn’t know if she knew about any big, cataclysmic secrets about the future, I was confident that she at least knew about some events from the recent future, events that she was concealing from me. So does that mean that the only one who knows absolutely nothing is Asahina-san (Mikuru)? Gah this is frustrating. If put in inequalities, it would probably be:

จากที่ปรากฎบนใบหน้าเธอ ผมไม่รู้สึกถึงอะไรพิเศษสักนิด. ถึงแม้ว่าผมจะไม่รู้ว่าเธอรู้ความลับอันใหญ่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของอนาคตอะไรไหม แต่ผมก็มั่นใจว่าอย่างน้อยๆ เธอก็รู้ถึงเหตุการณ์บางอย่างของอนาคตอันใกล้นี้ เหตุการณ์ที่เธอพยายามจะปิดบังผม. งั้นนั่นก็หมายความว่า คนผู้เดียวที่ไม่รู้อะไรเลยก็คืออาซาฮินะ (มิคุรุ) เหรอ ? หว่า นี่มันน่าอึดอัดใจจัง. ถ้าเขียนเป็นอสมการ มันก็น่าจะเป็น :


Asahina-san (Big) > Asahina-san (Michiru) > Asahina-san (Mikuru)

อาซาฮินะ (ใหญ่) > อาซาฮินะ (มิจิรุ) > อาซาฮินะ (มิคุรุ)


I sighed loudly. Upon hearing this, Asahina-san became even more anxious than before.

ผมหายใจออกไปดังๆ. เมื่อได้ยินแบบนี้ อาซาฮินะเลยยิ่งวิตกกังวลกว่าเดิม.


“Erm… Kyon-kun…?”

"อ่า...คิยอน... ? "


Asahina-san said with her back faced to me. From her voice, I was sure that her eyes were filled with tears. If she stared at me with those pitiful eyes, I was sure that I couldn’t answer her question calmly. I admit that I had no evil intentions at that time, but even so, my mind was filled with immense feelings of love that had somehow exploded out from somewhere and were fast overfilling my soul. My face crumpled like Shamisen’s belly under her magical touch, as I forced myself to say:

อาซาฮินะพูดโดยหันหลังให้ผม. จากน้ำเสียงของเธอ ผมมั่นใจว่าดวงตาเธอตอนนี้เต็มไปด้วยน้ำตา. ถ้าเธอจ้องที่ผมด้วยดวงตาน่าสงสารนั้น แน่นอนว่าผมคงไม่สามารถสงบใจตอบคำถามเธอได้. ผมขอสารภาพว่าผมไม่ได้มีเจตนาชั่วร้ายเลยในตอนนั้น แต่ถึงอย่างนั้น ในใจผมก็เต็มไปด้วยความรู้สึกรักมากมายที่ระเบิดออกมาจากที่ไหนสักแห่งและครอบคลุมทั่วดวงวิญญาณของผมอย่างรวดเร็ว. ใบหน้าของผมบิดเบี้ยวคล้ายท้องของซามีซัน ภายใต้มนต์สะกดของเธอ ขณะที่ผมบังคับตัวเองให้พูด :


“Oh, it’s alright, there’s no need to worry. Even if you don’t say anything, I think I’ll understand everything in a few days time.”

"เอาล่ะ ช่างเถอะ ไม่ต้องกังวลไปหรอก. ถึงเธอจะไม่พูดอะไร ผมคิดว่าผมคงเข้าใจทุกอย่างในไม่กี่วันนี้ล่ะ. "


If what Asahina-san said was true, then I would know everything after eight days. To her it seemed like the past, but in reality it was my future. I could know everything that would happen within these 8 days if I were to ask Asahina-san, but then again, I would still know what would happen even if I didn’t ask her. All I needed to do was wait. Time will tell, or so they say. Now if time didn’t tell, wouldn’t that be stranger still?

ถ้าที่อาซาฮินะพูดเป็นความจริง ผมก็จะรู้ทุกอย่างหลังจากแปดวัน. สำหรับเธอมันเป็นเหมือนอดีต แต่ในความเป็นจริง มันเป็นอนาคตของผม. ผมสามารถจะรู้ในทุกสิ่งที่จะเกิดขึ้นภายใน 8 วันได้ถ้าผมถามอาซาฮินะ แต่ก็นั่นล่ะ ผมจะยังคงรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นอยู่ดี ถึงแม้ผมจะไม่ได้ถามเธอ. ที่ผมต้องทำก็แค่ รอ. เวลาจะเป็นตัวบอกเอง. ทีนี้ถ้าเวลาไม่บอกออกมา มันก็คงแปลกไปหน่อยล่ะมั้ง ?


“Let’s finish what we’re here for before nightfall.”

"มาทำธุระที่เรามานี่ให้เสร็จก่อนมืดเถอะ. "


I said as I gently placed my arms around Asahina-san’s shoulders. Asahina-san looked at me with puppy-like eyes, and slowly nodded her head.

ผมพูดพร้อมกับค่อยๆ วางมือไปบนไหล่ของอาซาฮินะ. อาซาฮินะมองที่ผมด้วยดวงตาที่เหมือนของลูกหมาน้อย และค่อยๆ พยักหน้า.


“Oh, ok. Let me lead the way. We need to go further up, before we start climbing.”

"อื้อ ได้. ให้ฉันนำทางนะ. พวกเราต้องขึ้นไปอีกหน่อย ก่อนที่จะเริ่มปีน. "


So, the both of us hiked through the dense jungles. I had originally planned to take the lead, hacking away at the dangerous twigs and tree roots, but after taking into consideration that Asahina-san might slip and roll downhill anytime, I quickly changed my mind. Since it was still winter, all snakes of any sort would be busy hibernating, so I guess it wasn’t that dangerous after all. This way, even if Asahina-san were to slip, I would be able to catch her in my arms and protect her.

ดังนั้น เราทั้งคู่จึงไต่เขาผ่านทางป่าทึบ. ทีแรกผมกะว่าจะเดินนำ ตัดกิ่งไม้และรากไม้ที่เป็นอันตราย แต่หลังจากครุ่นคิดเกี่ยวกับที่ว่าอาซาฮินะอาจจะเดินไถลและกลิ้งตกเขาได้ทุกเมื่อ ผมเลยรีบเปลี่ยนความคิด. เพราะมันยังอยู่ในฤดูหนาว งูประเภทต่างๆ น่าจะยังจำศีลอยู่ ผมเลยคาดว่ามันคงไม่มีอันตรายใดๆ. ในกรณีนี้ ถ้าเกิดอาซาฮินะเดินสะดุด ผมก็น่าจะจับเธอไว้ในวงแขนและปกป้องเธอได้.


“A-Ah… Oops…”

"อะ อ่ะ... อุ๊บ... "


No matter how you look at it, Asahina-san + steep mountain always equals danger. Add to the above equation that this was no ordinary mountain, and you get the picture. While scaling a mountain, one would usually zigzag along like a snake, but due to excessive stones and tree branches, things were more complicated than usual.

ไม่ว่าคุณจะดูมันยังไง อาซาฮินะ + ภูเขาสูงชั่น = อันตราย เสมอ. และขยายสมการบนนี้ ด้วยการที่ภูเขาลูกนี้ไม่ใช่ภูเขาธรรมดา คุณคงบอกภาพออกแล้ว. ระหว่างการไต่เขาสักลูก ปกติแล้วจะต้องขยับคดเคี้ยวไปมาเหมือนงู แต่เพราะว่ามีก้อนหินและกิ่งไม้มากมายเกินไป สิ่งต่างๆ เลยยุ่งยากซับซ้อนกว่าปกติ.


I lost count of how many times Asahina-san nearly slipped and fell. Even though I had to arch my back to protect her, a smile was always on my face whenever that happened. We were walking in a mountain unfit for humans, no doubt, but no matter where we went, there was always a “correct” path leading deeper into the mountains. By “path” I mean a route that wild beasts probably also found better to follow. But even so, I was happy. If this were a “normal” mountain, then there wouldn’t be any need for Asahina-san to walk in front of me, would there?

ผมนับไม่ได้แล้วว่ากี่ครั้ง ที่อาซาฮินะเกือบจะไถลและล้มลง. ถึงแม้ว่าผมต้องโค้งงอหลังลงไปเพื่อปกป้องเธอ แต่ก็มีรอยยิ้มปรากฎบนใบหน้าผมเสมอทุกครั้งที่มันเกิดขึ้น. พวกเรากำลังเดินอยู่ในภูเขาที่ไม่เหมาะกับมนุษย์ อย่างไม่ต้องสงสัยเลย แต่ไม่ว่าพวกเราไปไหน มันก็เป็นเส้นทางที่ "ถูกต้อง" เสมอที่นำไปสู่ส่วนลึกของภูเขา. สำหรับ "เส้นทาง" ผมหมายถึง เส้นทางสายที่สัตว์ป่าน่าจะหาผู้ที่เหมาะกว่าให้ติดตาม. แต่ก็นั่นละ ผมเลยมีความสุข. ถ้านี่เป็นภูเขา "ธรรมดา" ก็ไม่มีความจำเป็นที่อาซาฮินะจะเดินนำหน้าผม จริงไหม ?


After a good ten minutes of walking, a small, even patch of land soon came into view.

หลังจากช่วงเวลาแห่งการเดินที่ดีๆ สิบนาทีผ่านไป และแล้วพื้นที่เล็กๆ ผืนหนึ่งก็ปรากฎในสายตา.


“Yes, this is the place. Even though it’s been dug like this, the stone’s still here.”

"ใช่แล้ว ที่นี่ล่ะ. ถึงแม้มันจะโดนขุดซะเป็นแบบนี้ ก้อนหินก็ยังอยู่นี่. "


Asahina-san panted, as she arched her back and placed her hands on her knees.

อาซาฮินะกระหืดกระหอบ ขณะที่เธองอหลังและวางมือลงบนเข่าของเธอ.


I followed suit, standing beside Asahina-san.

ผมตามไป และยืนอยู่เคียงข้างอาซาฮินะ.


“Huh?”

"หือ ? "


There were various slopes on the mountain, but this was the first time I had come across flat land. There was thick overgrowth growing everywhere, save a small patch of land that was shaped like a semi-circle, no larger than 10 meters in diameter. The grass there was sparse, and from the looks of it, it was as if someone had shaved away a whole part of the mountain via a landslide long long ago. It didn’t seem like it had happened recently.

มีพื้นที่ลาดเอียงมากมายบนภูเขา แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ผมเจอพื้นที่ราบ. แม้มันจะรกทั่วไปหมด แต่ก็มีพื้นที่เล็กๆ ที่มีรูปทรงเหมือนครึ่งวงกลม ไม่ใหญ่ไปกว่าเส้นผ่านศูนย์กลาง 10 เมตร. หญ้าบริเวณนี้มีบางตา และจากที่เห็น มันเหมือนมีใครบางคนขูดลอกส่วนหนึ่งของภูเขาออกไปโดยอาศัยแผ่นดินถล่ม ในอดีตนานมากแล้ว. มันดูไม่เหมือนว่ามันเพิ่งเกิดขึ้นเร็วๆ นี้เลย.


After our breathing returned to normal, I looked at the direction Asahina-san was pointing at.

หลังจากที่ลมหายใจกลับคืนสู่สภาพปกติ ผมก็มองไปในทิศทางที่อาซาฮินะชี้ไป.


“If it’s a rock we’re talking about, I think it’s that one… It looks exactly the same as the one in the drawing…”

"ถ้าเรากำลังพูดถึงก้อนหินก้อนหนึ่ง ฉันคิดว่ามันน่าจะเป็นก้อนนั้น... มันเหมือนกับในรูปวาดเป๊ะเลย "


“A gourd shaped rock.”

"หินรูปทรงน้ำเต้า/ฟัก. "


A… rock?

หินเหรอเนี่ย ?


“Erm, isn’t that a little too big to be called a rock?

"เอ่อ นั่นจะไม่ใหญ่ไปหน่อยเหรอ ที่จะเรียกว่าเป็นแค่หินก้อนหนึ่งน่ะ ? "


And aren’t you exaggerating too much? How is this any bit identical to the drawing? If it weren’t for Asahina-san, even if I searched till sunrise, I doubt I would have spotted it.

เธอไม่ได้พูดเกินไปหน่อยเหรอ ? นี่มันเหมือนในรูปวาดตรงไหน ? นี่ถ้าไม่ใช่อาซาฮินะ ต่อให้ผมค้นจนพระอาทิตย์ขึ้น ผมก็สงสัยว่าผมคงเจอมัน. ( ? ไม่เจอ)


“Well, it does slightly resemble a gourd…”

"คือ มันเหมือนน้ำเต้า/ฟัก นิดๆ น่ะ..."


The rock was not evenly shaped. The side facing me was flat, so from my point of view, it resembled a turtle’s back more than a gourd. And due to the excessive overgrowth surrounding the rock, it was hard to make it out from its surroundings. It was no easy task spotting this rock, all right.

ก้อนหินนี่มันไม่เข้ารูปทรงซะด้วยซ้ำ. ด้านที่หันมาหาทางผมออกจะราบเรียบ จากมุมมองของผม มันเหมือนหลังเต่ามากกว่า น้ำเต้า/ฟัก. และเนื่องจากรอบๆ มันรกมากเกินไป เลยยากที่จะจำแนกมันออกจากสิ่งล้อมรอบมัน. มันไม่ใช่งานง่ายเลย ที่จะสังเกตุหินก้อนนี้ออก แน่นอนเลย.


I double-checked the orders on the letter.

ผมตรวจทานคำสั่งบนจดหมาย.


“Shift this rock three meters to the west, eh?”

"ขยับหินก้อนนี้ไปทางตะวันตกสามเมตร เอ่อ ? "


It had already begun to turn dark. If we stayed here any longer, things might turn dangerous. After all, who knew what lingered in these woods? Plus, if we were to slip as we made our way down, the both of us would inevitably be pulled down the mountain, so I knew I had to make pace.

มันเริ่มมืดแล้ว. ถ้าพวกเราอยู่นี่นานกว่านี้ สิ่งต่างๆ ก็จะอันตรายขึ้น. ยิ่งกว่านั้น ใครจะรู้ว่ามีอะไรวนเวียนอยู่ในป่านี้ ? บวกกับ ถ้าพวกเราลื่นไถลตอนที่พวกเรากลับลงไปล่ะ เราทั้งคู่คงหลีกเลี่ยงที่จะล่วงตกเขาไม่ได้ ดังนั้น ผมรู้เลยว่าผมต้องรีบแล้ว.


I passed my flashlight to Asahina-san and asked her to help me illuminate my surroundings. Here’s to hoping that I can manage to lift this rock up.

ผมยื่นไฟฉายของผมให้กับอาซาฮินะและขอให้เธอช่วยส่องแสงบริเวณรอบๆ ผม. หวังว่าผมจะสามารถยกหินก้อนนี้ขึ้นได้.


“Damn, this is heavy.”

"บ้าชะมัด หนักจัง. "


That wasn’t all. Only after I had begun lifting the rock up did I realize that one third of it was still buried in the ground. This has officially broken the definitions of “rock”. It should be labeled as “boulder” instead.

นั่นยังไม่ใช่แค่นั้น. หลังจากผมเริ่มยกก้อนหินขึ้น ผมก็พบว่าประมาณหนึ่งในสามของมันยังฝังอยู่ใต้ดิน. สิ่งนี้มันเกินคำจำกัดความของ "ก้อนหิน" แล้ว. ผมน่าจะระบุว่ามันเป็น "หินก้อนใหญ่" แทน.


After much effort, I finally managed to hoist the rock out of the ground. Only then did I realize that it really did resemble a gourd. It was only because one third of it was buried in the ground that I failed to notice.

หลังจากพยายามอย่างมาก ที่สุดผมก็จัดการยกหินขึ้นจากพื้นได้. นั่นเองผมเลยรู้ว่ามันคล้าย น้ำเต้า/ฟัก จริงๆ. นี่ก็แค่เพราะว่าหนึ่งในสามของมันโดนฝังอยู่ใต้ดินหรอก ผมเลยดูไม่ออก.


I once again lifted the rock, and headed to my west. Pulling with all my strength, I made four giant paces to my right. That should be around three meters.

ผมยกก้อนหินขึ้นอีกครั้ง และมุ่งไปทางทิศตะวันตกของผม. กระชากด้วยกำลังทั้งหมดของผม ผมไปทางขวาได้สี่ก้าวยักษ์. นี่น่าจะได้ประมาณสามเมตรแล้ว.


“I think you’re slightly beyond three meters.”

"ฉันคิดว่าเธอไปเกินกว่าสามเมตรอยู่นิดนึง. "


Asahina-san said as she pointed at the rock. From her point of view, she should have a better estimate of how far three meters was.

อาซาฮินะพูดพร้อมกับชี้ที่ก้อนหิน. จากมุมมองของเธอ เธอน่าจะกะระยะสามเมตรได้ดีกว่า.


“That’s it. Just place it there.”

"นั่นล่ะ. วางมันตรงนี้. "


After following Asahina-san’s instructions, I placed the rock down on the ground, as it made a thundering noise, before sinking into deeper into the ground. That should allow it to resume its original posture.

หลังจากทำตามคำแนะนำของอาซาฮินะ ผมวางก้อนหินลงบนพื้น และมันส่งเสียงดังปานสายฟ้า ก่อนที่จะจมลึกลงไปในพื้น. นั่นน่าจะทำให้มันกลับสู่รูปทรงทีแรกของมัน.


“That rock… It’s standing…”

"หินนั่น... มันกำลังตั้งอยู่... "


Asahina-san said through surprised eyes.

อาซาฮินะพูดผ่านดวงตาที่ประหลาดใจ.


“Just like… A symbol…”

"เหมือนกับ... สัญลักษณ์อันหนึ่ง... "


I looked at the rock I had just moved.

ผมมองดูที่ก้อนหินที่ผมเพิ่งขยับ.


A symbol.

สัญลักษณ์อันหนึ่ง.


From this angle, the strange rock was really obvious. What kind of rock it was, this I had no idea, all I knew was that it was snow-white. This snow-white stone, standing in the midst of pure darkness, was really a sight to behold. A white, gourd-shaped rock. If I were to spread the word, I’m sure many would think of it as some ancient ruin.

จากมุมนี้ หินประหลาดนี่เด่นมาก. มันเป็นหินประเภทไหน ผมก็คิดไม่ออก ผมรู้แค่มันเป็น สไนว์ ไวท์ (snow-white stone=อัญมณีประเภทหนึ่ง) นี่เป็นหินสไนว์ไวท์ ที่ตั้งอยู่ท่ามกลางความมืดมิดอย่างที่สุด ต้องมีอะไรพิเศษจริงๆ. หินสีขาว รูปทรงน้ำเต้า/ฟัก. ถ้าผมเอาไปเล่า ผมมั่นใจว่าต้องมีหลายคนคิดว่ามันเป็นซากโบราณบางอย่าง.


“Asahina-san, don’t tell me Haruhi plans to dig beneath this rock?”

"อาซาฮินะ อย่าบอกผมนะว่าฮารุฮิวางแผนจะขุดใต้หินก้อนนี้ ? "


“Yes. The ones who will do the digging would be Kyon-kun and Koizumi-kun.”

"จ้ะ คนที่ต้องขุดก็คือคิยอนกับโคอิซึมิ. "


And we didn’t find anything? Honest?

แล้วพวกเราไม่เจออะไรเลย ? จริงเหรอ ?


“Yes.”

"จ้ะ. "


Asahina-san said as she lowered her head, “There were no treasures or the sort…”

อาซาฮินะก้มหัวลงและพูด "ไม่มีสมบัติหรืออะไรเลย..."


I sighed as I clapped my filthy hands together.

ผมถอนใจพร้อมกับเอามือที่สกปรกตบๆ กัน.


Then, what was I doing now? Come to think of it, I had been following strange orders for two days in a row. Yesterday it was the prank, and to top it off, someone actually fell for it. Why we did that, even Asahina-san didn’t know. The only person who probably knew what was going on would be Asahina-san (Big). I have to remember to ask her why, should I meet her again. The next time something like this happens again, I’ll definitely not play along.

งั้น นี่ผมกำลังทำอะไรอยู่นี่ ? ลองคิดๆ ดูแล้ว ผมต้องทำตามคำสั่งแปลกๆ มาติดกันสองวันแล้ว. เมื่อวานมันเป็นการเล่นพิเรนท์ ที่สำคัญ มีบางคนต้องเจ็บตัวไปจริงๆ. ทำไมพวกเราต้องทำแบบนั้น แม้แต่อาซาฮินะก็ไม่รู้. คนๆ เดียวที่อาจจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นน่าจะเป็นอาซาฮินะ (ใหญ่). ผมต้องจำไว้ถามเหตุผลเธอ ผมน่าจะได้เจอเธออีก. ถ้าคราวหน้ามีอะไรแนวๆ นี้เกิดขึ้นอีก ผมจะไม่เข้าเล่นด้วยอย่างแน่นอน.


I once again looked at the rock. There was something not right about it. The rock had originally slanted towards its side, thus it was only natural that half of it be covered with dirt. Since I had just removed it from the ground, there was a huge, glaring portion that was dirty, while the other half of it was sparkling clean. It was painfully obvious that someone had just moved it not long ago.

ผมมองไปที่ก้อนหินอีกครั้ง. มันมีบางอย่างไม่ถูกต้อง. ก้อนหินที่ทีแรกเอียงไปด้านข้าง ดังนั้นมันก็เป็นธรรมดาที่ครึ่งหนึ่งของมันจะปกคลุมด้วยดิน. เพราะผมเพิ่งขยับมันออกมาจากพื้น มีส่วนใหญ่โตที่แปล่งแสงอยู่ที่สกปรก ขณะที่อีกครึ่งกลับแวววาวสดใส. มันชัดเจนว่ามีใครบางคนเพิ่งขยับมามา ไม่นานนี้เอง.


“That crater is too obvious; anyone would realize it.”

"รูนั้นเด่นมาก ใครๆ ก็ต้องรู้สึกถึงมัน. "


The “crater” was where the rock originally was. The soil there was a dark black, and curved inward. It didn’t take a genius to put two and two together.

"รู" ก็คือจุดที่ก้อนหินตั้งอยู่แต่เดิม. ดินเป็นสีดำคล้ำ และโค้งขึ้นบน. ไม่ต้องเป็นอัจฉริยะก็สามารถเข้าใจอะไรๆ ได้.


“How was the crater like when you last visited the mountain?”

"มีรูแบบนี้ไหม ตอนที่เธอมาภูเขานี้ครั้งล่าสุด ? "


Asahina-san revealed an expression that appeared to be deep in thought.

อาซาฮินะทำท่าทางนึก.


“Erm… Since no one said anything, I myself didn’t notice it. The only one who talked was Suzumiya-san, and all she did was talk about digging holes…”

"อืม... ไม่มีใครพูดอะไร ตัวฉันเองเลยไม่ทันสังเกตุมัน. คนเดียวที่พูดก็คือสุซึมิยะ และเธอเอาแต่พูดเรื่องขุดหลุม..."


If so, let’s just ignore the plot holes for the time being, and see what can we do to minimize the errors.

ถ้างั้น ก็ปล่อยช่องโหว่ไว้แล้วกัน และมาดูกันว่าพวกเราจะทำอะไรอะไรได้บ้างเพื่อลดข้อผิดพลาดให้เหลือน้อยที่สุด.


Asahina-san and I searched for dry twigs, vines and leaves, before placing them atop the crater. After we had filled the crater, the both of us took turns stamping on it. The results were far from convincing, since it had taken the rock years of weathering to achieve such conditions, but it was better than nothing.

อาซาฮินะกับผมค้นหากิ่งไม้แห้ง เถาวัลย์และใบไม้ ก่อนที่จะวางๆ มันบนรู. หลังจากที่พวกเราถมรูจนเต็ม พวกเราทั้งคู่ก็กระทืบมัน. ผลที่ได้ช่างห่างจากความแน่ใจ เพราะมันอาศัยเวลาเนิ่นนานของดินฟ้าอากาศกว่าจะได้สภาพเช่นนั้น แต่มันก็ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย.


The sky was already rapidly darkening, and soon we had trouble seeing even if we squinted our eyes. I decided to call it a day.

ท้องฟ้ากำลังมืดลงอย่างรวดเร็ว และไม่ช้าพวกเราจะลำบากในการมอง แม้จะหรี่ตามอง. ผมตัดสินใจหยุดแค่นี้.


“Let’s head back home, Asahina-san.”

"กลับบ้านเถอะ อาซาฮินะ. "


This time, it was I who took the lead. I was grateful that I remembered to bring along a flashlight. The ancients once feared the darkness and worshipped the light like a divine entity. Now, thanks to modern day science, there was no longer the need to do so, as I carried the divine entity in my own hands.

คราวนี้เป็นผมนำ. ผมปลื้มใจที่ไม่ลืมเอาไฟฉายมาด้วย. ครั้งหนึ่งคนยุคโบราณเคยเกรงกลัวต่อความมืดและบูชาแสงสว่างเหมือนรูปธรรมอันศักดิ์สิทธิ์. ปัจจุบัน ต้องขอบคุณวิทยาศาสตร์ที่ทันสมัย ไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้นแล้ว เพราะผมกำรูปธรรมอันศักดิ์สิทธิ์อยู่ในมือของผมเอง.


Compared to scaling the mountain, heading down was a breeze. There were many times Asahina-san missed her footing, and each time she stumbled, she would cling on to me for her dear life. Not that I’m complaining or anything.

เมื่อเทียบกับการปีนขึ้นภูเขา การไต่ลงไปช่างสบาย. มีหลายๆ ครั้งที่อาซาฮินะก้าวพลาด และแต่ละครั้งที่เธอสะดุด เธอจะเกาะตัวผมไว้เพื่อชีวิตแสนรักของเธอ. ไม่ใช่ผมไม่พอใจหรืออะไรหรอกนะ.


By the time we had reached the foot of the mountain, it was truly nightfall. Both of us sighed simultaneously.

ตอนที่พวกเราลงถึงตีนเขา มันก็มืดค่ำแล้ว. เราทั้งคู่ถอนใจพร้อมๆ กัน.


“Ah,”

"อ๊ะ, "


Asahina-san said as she looked upwards towards the sky.

อาซาฮินะร้องขึ้น ตอนเธอมองขึ้นไปบนท้องฟ้า.


“It’s raining.”

"ฝนตกแล้ว. "


Within five minutes, the small drizzle had already escalated into a downpour.

ภายในห้านาที ฝนปรอยๆ ก็หนักขึ้นจนเป็นห่าใหญ่.


Riding my bike as fast as I could, with Asahina-san sitting behind me, I sped towards Tsuruya-san’s residence. At first, I was really grateful for such an opportunity to befall me. Riding down a slope on a bike in the rain, with a goddess behind me, what’s there not to be grateful about?

ขี่จักรยานของผมให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยมีอาซาฮินะนั่งอยู่ข้างหลังผม ผมเร่งไปสู่บ้านพักของสซึรุยะ. ทีแรก ผมปลื้มใจจริงๆ ที่มีโอกาสเช่นนี้ตกมาสู่ผม. ขี่ลงเนินบนจักรยานท่ามกลางสายฝน พร้อมกับเทพธิดาอยู่ข้างหลังผม แล้วจะไม่ให้ปลื้มได้เหรอ ?


Barely halfway towards Tsuruya-san’s house, however, I felt as if I had only one third of my energy left. As I pedaled furiously in the rain, Tsuruya-san’s house finally came into sight. It was only then did I notice someone was already there awaiting us.

ยังไงก็ตาม เกือบจะครึ่งทางสู่บ้านของสซึรุยะ ผมก็รู้สึกว่าผมเหลือแรงอยู่แค่หนึ่งในสาม. ขณะที่ผมปั่นอย่างเร็วท่ามกลางสายฝน บ้านของครอบครัวสซึรุยะก็เข้ามาสู่การมองเห็น. แล้วตอนนั้นผมก็พบว่ามีบางคนกำลังรอพวกเราอยู่แล้ว.


“Aha, welcome back nyoro~”

"อะฮะ ยินดีต้อนรับกลับมานะ~ " (nyoro~ เป็นคำส่งเสียงท้ายของ สซึรุยะ บ่อยๆ)


Just like yesterday, Tsuruya-san was dressed in a long kimono, as she carried an umbrella above her head, smiling energetically as she opened the door, awaiting our return.

ก็เหมือนเมื่อวาน สซึรุยะสวมอยู่ในชุดกิโมโนยาว เธอถือร่มไว้เหนือศีรษะ ยิ้มอย่างกระปรี้กระเปร่าขณะที่เธอเปิดประตู รอรับการกลับมาของพวกเรา.


“Where have the both of you been? Ah forget it; it must be due to some reason that you can’t tell me, right? Don’t worry, I’m not such a busybody anyways. Who, Miku--- I mean, Michiru, you’re filthy all over! Let’s go take a bath, shall we?”

"เธอสองคนไปไหนมาเหรอ ? เอ้อ ช่างเถอะ ต้องมีเหตุผลอะไรบางอย่างที่เธอบอกฉันไม่ได้ ใช่มะ ? ไม่ต้องคิดมาก ฉันไม่ใช่คนชอบยุ่งเรื่องชาวบ้านหรอก. เธอ มิคุ- อ่า ฉันหมายถึง มิจิรุ เธอสกปรกไปหมดแล้ว ! ปะอาบน้ำกัน ดีมะ ? "


Tsuruya-san said the above in a single breath.

สซึรุยะพูดที่ว่ามาข้างบนในลมหายใจเดียว.


“It’s cold outside, isn’t it? Come on in and have a bath first! That’s right, a bath! Kyon, would you like to join us too? I’ll scrub your back for you nyoro~”

"ข้างนอกหนาวออก ใช่มะ ? เข้ามาข้างในมาและอาบน้ำก่อนเลย ! ใช่ละ อาบน้ำ ! คิยอน นายอยากจะมาร่วมกะพวกเราด้วยมะ ? ฉันจะถูหลังให้นายเอง~ "


Even though I was moved by the suggestion, I knew that Tsuruya-san was just pulling my leg. Haruhi loved to blurt out some serious suggestions while putting on a look that suggested she was just kidding. Tsuruya-san, on the other hand, loved to crack out jokes while putting on a straight face.

แม้ว่าผมจะคล้อยตามคำแนะนำ ผมก็รู้ว่าสซึรุยะแค่ล้อผมเล่น. ฮารุฮิชอบที่จะโพล่งคำแนะนำจริงจังด้วยท่าทางเหมือนว่าล้อเล่น. ในทางตรงกันข้าม สซึรุยะ ชอบที่จะปล่อยมุขโดยทำหน้าซื่อ.


“I think I’ll head home. Well, please take care of Asahina Michiru for me.”

"ผมว่าผมจะกลับบ้านเลย. ไงก็ช่วยดูแลอาซาฮินะ มิจิรุให้ผมด้วยนะ. "


As I turned to leave, Tsuruya-san caught hold of my sleeve.

ขณะผมหันจะกลับ สซึรุยะก็ดึงแขนเสื้อผมไว้.


“Wait just a second.”

"เดี๋ยวนะ. "


Tsuruya-san said as she reached for her lap.

สซึรุยะพูดพร้อมกับยื่นไปที่ชายเสื้อเธอ.


“Here is something I promised Haruhi. Would you please hand it over to her?”

"มีบางอย่างที่ฉันสัญญากับฮารุฮิไว้. นายช่วยเอามันไปให้เธอทีได้มะ ? "


Tsuruya-san produced a thick sheet of curled up paper. Studying it carefully, I noticed that it was made out of ancient, Japanese paper, so old and worn out that it resembled a papyrus. There were mosquito bites all over it too. It didn’t take a genius to find out that this was the “treasure map” in question.

สซึรุยะดึงกระดาษม้วนหนาออกมา. ศึกษามันอย่างละเอียด, ผมพบว่ามันเหมือนจะทำจากกระดาษญี่ปุ่น โบราณๆ ทั้งเก่า ทั้งขาด เหมือนกับกระดาษสมัยโบราณ (papyrus). มีรอยยุงกัดไปทั่วมัน. ไม่ต้องเป็นอัจฉริยะก็บอกได้ว่านี่เป็น "แผนที่ขุมทรัพย์".


“What’s this?”

"นี่อะไรเหรอ ? "


I asked, playing along.

ผมถาม ตามน้ำ.


“Erm, it’s a treasure map.”

"เอ่อ แผนที่ขุมทรัพย์น่ะ. "


Tsuruya-san replied, just as I expected.

สซึรุยะตอบมา เหมือนกับที่ผมคาดไว้.


“It’s an ancient custom that all treasure maps be kept in rattan cages. I happened to stumble upon this one not long ago. I’ve wanted to pass it to Haruhi for quite some time now, but for some reason I keep forgetting to do so.”

"มันเป็นธรรมเนียมโบราณที่แผนที่ขุมทรัพย์จะถูกเก็บไว้ในตะกร้าหวาย. ฉันบังเอิญไปเจออันนี้มาไม่นานนี้เอง. ฉันอยากจะให้มันกับฮารุฮิได้ระยะหนึ่งแล้ว แต่ไม่รู้ทำไมลืมได้ทุกที. "


Is it okay to just give away a treasure map? I mean, it’s buried treasure, Tsuruya-san. TREASURE.

มันจะไม่เป็นไรเหรอที่มอบแผนที่ขุมทรัพย์ง่ายๆ ? ผมหมายถึง มันเป็นขุมทรัพย์ที่ถูกฝังไว้นะ สซึรุยะ. ขุมทรัพย์.


“It’s alright. I couldn’t be bothered to hike all the way up some old mountain just to spend half a day there digging. If there really is treasure buried there, all I want is one tenth of the entire lot. God knows how long that treasure has been buried! Based on ancient records, the treasure was left by one of my ancestors who particularly liked to play tricks. This might be a trick conceived by that devious old trickster to fool us descendants. After digging for half a day, only to not find anything, that sounds like a grand trick he would pull to fool stupid humans!”

"มันดีแล้วน่า. ฉันไม่อยากจะหาเรื่องปีนขึ้นไปบนภูเขาเก่าแก่เพื่อใช้เวลาครึ่งวันไปกับการขุดๆ หรอก. ถ้ามีสมบัติฝังอยู่ที่นั่นจริง ฉันขอแค่หนึ่งในสิบจากทั้งหมดก็พอแล้ว. พระเจ้าเท่านั้นที่รู้ว่าสมบัตินั่นโดนฝังอยู่นานแค่ไหนแล้ว ! จากที่คนในอดีตบันทึกไว้ สมบัตินั่นเหลือไว้จากบรรพบุรุษคนที่ชอบเล่นตลกด้วย. นี่ต้องเป็นการเล่นตลกที่คิดมาโดยคนหลอกลวงไม่จริงใจเพื่อหลอกพวกเราเหล่าลูกหลานแน่. หลังจากขุดๆ ไปครึ่งค่อนวัน เพื่อจะไม่เจออะไรเลย นั่นก็เหมือนการหลอกลวงอันใหญ่ที่เขาวางไว้เพื่อหลอกคนโง่ๆ เท่านั้น ! "


It looks like we’re the “stupid humans” in question here.

มันเหมือนว่าพวกเราเป็น "คนโง่ๆ" ในปัญหานี้นะ.


“But look on the bright side. There’s a chance that something is really buried there.”

"แต่ถ้ามองในแง่ดี. มันก็มีโอกาสที่จะมีอะไรบางอย่างโดนฝังไว้ที่นี่จริงๆ ก็ได้. "


I tried my best to put on a face that seemed as if I was honored, as I took the map from Tsuruya-san. It was something that Tsuruya-san had dug up especially for us, but somehow, I didn’t feel the least bit thrilled.

ผมพยายามปั่นหน้าอย่างที่สุด ให้มันเหมือนว่าผมได้รับเกียรติ ขณะที่เอาแผนที่จากสซึรุยะ. มันเป็นอะไรบางอย่างที่สซึรุยะขุดขึ้นมาเป็นพิเศษเพื่อพวกเรา แต่ไงก็ตาม ผมไม่รู้สึกพอใจสักนิดเดียว.


“Be sure to pass that to Haruhi, okay?”

"อย่าลืมส่งต่อมันให้กับฮารุฮินะ ตกลงนะคะ? "


Tsuruya-san said as she winked at me, before laughing madly. Asahina-san had a stoic expression on her face, as she alternated her glance between the treasure map and me. Upon noticing that I was staring straight at her, she lowered her head.

สซึรุยะพูดพร้อมกับขยิบตาให้ผม ก่อนที่จะหัวเราะอย่างคลุ้มคลั่ง. อาซาฮินะแสดงสีหน้าปลงตก พร้อมกับสลับชำเลืองไปมา ระหว่างแผนที่ขุมทรัพย์กับผม. เมื่อเธอพบว่าผมจ้องตรงที่เธอ เธอก็ก้มหน้าลง.


What’s going on? I wanted to question out loudly. What was it with the treasure hunt? Why was Asahina-san sent back to the past? Did it have any connection with the treasure hunt? I’ll be damned if it doesn’t. It seemed to me that this treasure hunt was nothing but good news, both to me and Asahina-san.

นี่มันอะไรกัน ? ผมอยากจะถามออกไปดังๆ. การล่าขุมทรัพย์นี่มันมีอะไรเหรอ ? ทำไมอาซาฮินะถึงโดนส่งมาในอดีต ? มันเกี่ยวอะไรกับการล่าขุมทรัพย์ไหม ? มันคงแย่มากถ้าไม่เกี่ยว. สำหรับตัวผม การล่าขุมทรัพย์นี่อาจจะไม่ใช่อะไรอื่น นอกจากเป็นข่าวดีสำหรับทั้งตัวผมกับอาซาฮินะ.


“Ah, Kyon, take this umbrella. Be sure to watch your step, okay? Bye bye!”

"อ่ะ คิยอน เอาร่มนี่ไปสิ. ระมัดระวังตัวด้วยนะ ได้มะ ? บ๊าย บาย ! "


Tsuruya-san said as she waved wildly, before disappearing together with Asahina-san into that huge mansion of hers.

สซึรุยะพูดพร้อมกับโบกมือเป็นบ้าเป็นหลัง ก่อนที่จะหายไปพร้อมกับอาซาฮินะเข้าไปในคฤหาสน์หลังมหึมาของเธอ.


All that was left was me, standing in the midst of the rain, with an umbrella above my head, along with a crumpled roll of parchment.

ที่เหลืออยู่ก็มีแค่ผม ยืนอยู่ท่ามกลางสายฝน พร้อมกับร่มคันหนึ่งเหนือหัว พร้อมทั้งม้วนกระดาษเหนียวยับๆ.


For some reason, I wanted to take a shower, nay, a bath. I felt a sense of immense loneliness. Was it due to someone as cheerful as Tsuruya-san suddenly leaving my side? I felt as if a ceremony had ended… or something like that.

ด้วยเหตุผลบางอย่าง ผมอยากจะอาบน้ำสักครั้ง เฮ้อ อาบน้ำ. ผมรู้สึกถึงความเงียบเหงาอย่างมากมาย. อาจจะเพราะใครคนหนึ่งที่ช่างทำให้รู้สึกสดชื่น ดั่งเช่นสซึรุยะ อยู่ๆ ก็ไม่ได้อยู่เคียงข้างผม ? ผมรู้สึกเหมือนกับว่าการเฉลิมฉลองได้สิ้นสุดลงแล้ว... หรืออะไรประมาณนั้น.


“It’s cold out here.”

"ข้างนอกนี่อากาศหนาวนะ. "


I placed the umbrella on my shivering shoulders as I started to pedal back home.

ผมตั้งร่มบนไหล่ที่กำลังสั่นระริกของผม แล้วเริ่มปั่นกลับบ้าน.


Be it Haruhi, Asahina-san or even Nagato, each of them had the power to drive me nuts.

ทั้งฮารุฮิ อาซาฮินะ หรือแม้แต่นากาโตะ แต่ละคนต่างก็มีอิทธิพลจะทำให้ผมกระตือรือร้นได้.


“Gah, I’m hungry.”

"โอย หิวจัง. "


I didn’t meet Koizumi this time on my way back home. That’s too bad, because if I did, I would definitely do what he likes to do the most – talk.

ผมไม่ได้เจอโคอิซึมิระหว่างทางกลับบ้าน. นี่มันแย่จัง เพราะถ้าผมเจอ ผมก็จะต้องทำในสิ่งที่เขาชอบทำที่สุดแน่ๆ - คุย.



The day the other Asahina-san showed up in the broom closet, the clouds were already beginning to move far north. Today, the weather was pretty pleasant. It wasn’t too cold, but it wasn't too hot either.

วันที่อาซาฮินะอีกคนปรากฎตัวในตู้เก็บไม้กวาด เมฆหมอกก็เริ่มเคลื่อนไปทางเหนือไกลแล้ว. วันนี้ อากาศช่างน่าอภิรมย์. มันไม่ทั้งหนาวเกิน และก็ไม่ร้อนเกินไป เช่นกัน.


As usual, I climbed up the slope to school, and due to the nice weather, I felt thoroughly warm as I reached the gates of North High. Compared to the usual weather, where I would barely break a sweat after being cooped up in a heatless class room, today was much better.

ก็เหมือนเคย ผมขึ้นเนินสู่โรงเรียน และเพราะอากาศที่ดี ผมรู้สึกกระตือรือร้นเต็มที่เมื่อผมมาถึงประตูโรงเรียน ม ปลายเหนือ. เทียบกับอากาศปกติ ซึ่งน้อยครั้งมากที่ผมจะมีเหงื่อแม้สักหยดหลังจากไปรวมกลุ่มในชั้นเรียนที่ไร้ความกระตือรือร้น วันนี้ดีกว่ามาก.


After walking past the school gates, and promptly the school doors, I arrived at my shoe locker. Before opening it, I drew a deep breath. I had a strange feeling of foreboding. I knew that my “orders” from the future would continue, and so I dreaded opening the shoe locker. I knew that once I opened it, a letter would be readily awaiting me, a letter that was delivered by God-knows-who, during God-knows-when. But there wasn’t a choice, was there? I needed to open the shoe locker to change my shoes, after all.

หลังจากเดินผ่านประตูโรงเรียน และทันทีที่ผ่านประตูโรงเรียน (น่าจะประตูตึกเรียน) ผมก็มาถึงตู้เก็บรองเท้าของผม. ก่อนที่จะเปิดมัน ผมก็หายใจเข้าลึกๆ. ผมมีลางสังหรณ์แปลกๆ. ผมรู้ว่า "คำสั่ง" สำหรับผม จากอนาคตจะยังมีต่อไป ดังนั้นเอง ผมเลยกลัวที่จะเปิดตู้เก็บรองเท้า. ผมรู้ว่าเมื่อผมเปิดมัน จดหมายก็รอคอยผมพร้อมอยู่แล้ว จดหมายนั่น ส่งมาจาก คนที่พระเจ้ารู้ว่าเป็นใคร ในเวลาที่ พระเจ้ารู้ว่าเมื่อไหร่. แต่เพราะมันไม่มีทางเลือก ใช่ไหม ? ผมจำเป็นต้องเปิดตู้เก็บรองเท้าเพื่อที่จะเปลี่ยนรองเท้า ในที่สุด.


As I expected, there was a letter in there.

เหมือนกับที่ผมคาด มีจดหมายฉบับหนึ่งอยู่ในนี้.


Alongside two identical letters.

อยู่ติดกับจดหมายแบบเดียวกันอีกสองฉบับ.


“You can’t be serious, Asahina-san…”

"เธออย่าจริงจังนักสิ อาซาฮินะ... "


Once again, the letters were typed out using clear font. On each of the letters were the numbers #3, #4 and #6, along with the letters “three”, “four” and… “six”?

เป็นอีกครั้งที่จดหมายทั้งหลายพิมพ์มาโดยใช้ตัวอักษรที่คมชัด. บนแต่ละซองมีตัวเลข #3 #4 และ #6 พร้อมกับตัวอักษร "สาม" "สี่" และ "หก" ?


“So does that mean the previous two were #1 and #2? And the first note was number zero?”

"งั้น นั่นก็หมายความว่าสองฉบับก่อนเป็น #1 กับ #2 เหรอ ? แล้วโน้ตฉบับแรกก็หมายเลขศูนย์ ? "


But why did the numbers skip to six right after four? Where was number five? Was it a typo?

แล้วไหงหมายเลขหลังจากสี่มันข้ามไปหกเลยล่ะ ? แล้วหมายเลขห้าล่ะ ? พิมพ์ผิดหรือ ?


I stuffed all three letters into my pocket, and charged towards the washroom. I was beginning to get used to this routine already.

ผมเก็บจดหมายทั้งสามฉบับใส่ในกระเป๋าเสื้อ และพุ่งตรงไปยังห้องน้ำ. ผมเริ่มจะชินกับกิจวัตรนี้ซะแล้ว.


Inside the washroom, I opened each and every one of those letters according to their numbers.

ในห้องน้ำ ผมเปิดแต่ละซองเรียงตามหมายเลข ทุกซอง.


There wasn’t much time to the bell, so I briefly read each of those letters, before heading out of the cubicle, and looking straight into the mirror. From my reflection, I could see the weird expression plastered on my face.

มีเวลาอีกไม่มากนักก่อนระฆังดัง ผมเลยอ่านคร่าวๆ ในแต่ละฉบับ ก่อนที่จะมุ่งหน้าออกไปที่ห้องเล็กๆ และมองตรงเข้าไปในกระจก. จากภาพสะท้อนของผม ผมเห็นอาการแสดงออกที่ประหลาดอยู่บนใบหน้าผม.


What in the world was Asahina-san (Big) trying to say? No, before that, what purpose did sending an unknown man to the hospital and moving an unknown rock have? I greatly wanted to know what would happen next.

อาซาฮินะ (ใหญ่) พยายามจะบอกอะไรเนี่ย ? ไม่สิ ก่อนหน้านั้น จุดประสงค์ที่ส่งผู้ชายที่ไม่รู้จักไปโรงพยาบาลและเคลื่อนย้ายก้อนหินที่ไม่เคยรู้จักเลยเนี่ย เพื่ออะไร ? ผมอยากจะรู้อย่างมาก ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป.


Wearing a mystified expression on my face, I entered the classroom, only to find a girl who couldn’t calm down waiting for me.

ผมเข้าอยู่ห้องเรียน พร้อมกับใบหน้าที่แสดงออกว่างุนงง เพียงเพื่อจะเจอเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่ไม่สามารถสงบใจรอคอยผมได้.


“Kyon!”

"คิยอน ! "


The girl that ran towards me while shouting out my name would be Suzumiya Haruhi, who was up until yesterday still in a fit of melancholy.

เด็กผู้หญิงที่วิ่งตรงมาหาผม พร้อมๆ กับตะโกนชื่อผมออกมา ก็คือสุซึมิยะ ฮารุฮิ ผู้ซึ่งจนกระทั่งเมื่อวานซีนยังคงเข้ากับคำว่าหม่นหมอง.


“Hurry up and show it to me!”

"เร็วเข้า เอามันออกมาให้ฉันดู ! "


For a moment, I wondered what to show Haruhi, who was flashing me her million-watt trademark smile.

ชั่วครู่หนึ่งที่ผมงงอยู่ว่าจะให้อะไรฮารุฮิ ,ผู้ซึ่งยิ้มเหมือนกระแส ล้านวัตต์ อันเป็นสัญลักษณ์ของเธอ, ดู.


“Don’t tell me you forgot all about it? That thing Tsuruya-san asked you to safeguard? How could you forget something so important?”

"อย่าบอกฉันนะว่านายลืมเกี่ยวกับมันไปหมดแล้ว ? สิ่งที่สซึรุยะขอให้นายดูแลมันไง ? นายลืมสิ่งที่สำคัญมากๆ อย่างงั้นได้ไง ? "


The sudden change in Haruhi’s mood surprised me completely. There was absolutely no trace of melancholy left in her already. What happened to the melancholic, soft-spoken you that sat behind me yesterday? Don’t tell me that was an impostor I met yesterday?

การที่อยู่ๆ อารมณ์ของฮารุฮิก็เปลี่ยนแปลงไปช่างทำให้ผมแปลกใจไปหมด. มันไม่มีร่องรอยของความหม่นหมองเหลืออยู่ในตัวเธอแม้สักนิด. อะไรเกิดขึ้นกับเธอที่เศร้าหมอง พูดเงียบๆ ที่นั่งอยู่ข้างหลังผมเมื่อวานเหรอ ? อย่าบอกผมนะว่าที่ผมเจอเมื่อวานเป็นนักต้มตุ๋น ?


“What are you mumbling about? I’m always like this. Where else in the world would you find someone like me?”

"นายพึมพำอะไรง่ะ ? ฉันก็เป็นแบบนี้เสมอแหละ. ที่อื่นไหนอีกเหรอ ที่นายจะเธอคนแบบฉันได้ ? "


Haruhi said airily as she swept her hair upwards, smiling brightly at the same time.

ฮารุฮิพูดอย่างร่าเริงขณะปัดผมของเธอขึ้น พร้อมๆ กับยิ้มอย่างสดใส.


“Come on, stop fooling around. Let me have a look at that thing right now! If you’ve forgotten it, let’s hurry up and take a cab back home to retrieve it!”

"เร็วน่า หยุดทำให้เสียเวลาได้แล้ว. ให้ฉันดูไอ้นั่นได้แล้ว ! ถ้านายลืมมันนะ รีบเลย ไปเรียกแท๊กซี่กลับบ้านเอามันมาเลย ! "


Alright, alright, I get it. Just settle down for a moment. Everyone in class is starting to look at the both of us now. Geez, and here I was wishing for a normal school life.

เอาเถอะ ๆ รู้แล้วน่า. นิ่งสักพักได้ไหม. ทุกคนในห้องเริ่มจะมองมาที่พวกเราแล้วนะ. ชิ ผมหวังจะมีชีวิตวัยเรียน ธรรมดาจัง.


“Such a boring goal should be placed onto a paper airplane and flown down from the school roof. An attractive lifestyle or even a socially-withdrawn hikkikomori would be better than your so-called ‘normal’, boring lifestyle. And if you’re going to talk about your life, please do that only three seconds before you die.”

"เป้าหมายที่น่าเบื่ออย่างนั้นน่าจะเดินลงในกระดาษพับเป็นเครื่องบินและร่อนมันลงจากหลังคาโรงเรียน. ใช้ชีวิตอย่างน่าสนใจหรือแม้แต่พวกหนีออกจากสังคม อย่าง hikkikomori (hikkikomori = ประชาชนของญี่ปุ่นที่ปฏิเสธจะออกจากบ้านของญาติของเขา และแยกตัวจากสังคม, เด็กบางคนอาจจะแยกตัวโดดเดี่ยวเป็นปีๆ. ส่วนใหญ่ hikkikomori จะปฏิเสธการเข้าโรงเรียน) ยังจะดีกว่าแบบที่นายเรียกว่า 'ชีวิตธรรมดา' ใช้ชีวิตน่าเบื่อชะมัด. และถ้านายอยากจะพูดเรื่องชีวิตของนายนะ ไว้แค่สามวินาทีก่อนนายจะตายเถอะ. "


I don’t think my life can be condensed into three seconds of speech, nor to I intend to live one that is able to. Sighing, I reached into my bag and withdrew the roll of parchment. Unsurprisingly, it vanished from my clutches two seconds later.

ผมไม่คิดว่าชีวิตของผมจะย่อเป็นการพูดแค่สามวินาทีได้หรอก และไม่คิดด้วยว่าจะใช้ชีวิตแบบที่ว่านั่นได้. เฮ้อ (ถอนใจ) ผมล้วงเข้าไปในกระเป๋าและเอาม้วนกระดาษเหนียวออกมา. ไม่แปลกใจเลย ที่มันหายไปจากการกำของผม ภายในสองวินาทีให้หลัง.


Unwinding the scroll at superhuman speed, Haruhi asked me,

คลี่ม้วนด้วยความเร็วเหนือมนุษย์ , ฮารุฮิบอกผมว่า


“Have you read it already?”

"นายอ่านมันแล้วยัง ? "


“No.”

"ยัง. "


“Really?”

"จริงอ่ะ ? "


Yes. From the moment it reached my hands, there wasn’t any intention at all to open it.

จริง. ตั้งแต่มันมาถึงมือผม ก็ไม่มีความสนใจอะไรสักนิดที่จะเปิดมัน.


“But it’s a treasure map, for crying out loud! Doesn’t the sound of buried treasure get you all excited?”

"แต่มันเป็นแผนที่ขุมทรัพย์นะ ต้องกรีดร้องออกมาดังๆ ! เสียงเรียกของสมบัติที่โดนฝังไว้ไม่ทำให้นายตื่นเต้นไปหมดเหรอ ? "


What’s there to be excited about treasure that I know I won’t be able to find? All that awaits me atop that mountain is a backache, and if things are worse, a couple of bruises and sprains. What I wanted to hear was Haruhi’s reason for her excitement. All I had in mind while I pocketed Tsuruya-san’s “gift” was to hand it over to Haruhi. There wasn’t the least bit interest in digging up some ancient buried treasure. Truthfully speaking, I really wanted to tell Haruhi, ‘Hey, let’s just forget all about this treasure hunting business, okay?’, but alas, Haruhi was already busy studying the map.

มันจะตื่นเต้นตรงไหน กับสมบัติที่ผมรู้แล้วว่าไงๆ ก็หาไม่พบ ? สิ่งที่รอคอยผมอยู่บนยอดเขาก็แค่อาการปวดหลัง และถ้าเรื่องมันแย่กว่านั่น ก็แผลฟกช้ำกะเคล็ดขัดยอก. อยากรู้จังว่าอะไรเป็นต้นเหตุทำให้เธอตื่นเต้นได้. สิ่งที่อยู่ในความคิดผมขณะที่ผมเก็บ "ของขวัญ" จากสซึรุยะ ก็คือยื่นมันให้กับฮารุฮิ. ไม่ได้สนใจเลยสักนิดที่จะไปขุดสมบัติเก่าแก่ที่โดนฝังไว้. พูดตามตรงนะ ผมอยากจะบอกฮารุฮิจริงๆ ว่า 'นี่ ลืมๆ เรื่องล่าขุมทรัพย์ซะเหอะ ตกลงไหม ?' แต่ก็นะ ฮารุฮิตอนนี้ยุ่งอยู่กับการศึกษาแผนที่แล้ว.


“Humph, Tsuruya-san shouldn’t have done that. She should have handed it straight to me, instead of giving it to you for safekeeping. Even though it would mean that I would be able to get my hands on the map sooner, I would have preferred it if she gave it to me as a surprise…”

"ฮึ่มม สซึรุยะไม่น่าจะทำแบบนั้นเลย. เธอน่าจะยื่นมันให้ฉันตรงๆ เลย แทนที่จะมอบมันให้นายรักษาไว้. ถึงแม้มันจะหมายถึงการที่ฉันจะได้มันเร็วขึ้น ฉันก็เลือกแบบที่เธอมอบให้ฉัน ให้ประหลาดใจมากกว่า... "


Haruhi said as she turned her back towards me and headed back to her seat. She then proceeded to take out her pencil case and textbooks to use them as paperweights, as she once again studied the map closely.

ฮารุฮิพูด ขณะหันหลังให้ผมและมุ่งกลับไปยังที่นั่งเธอ. จากนั้นเธอก็หยิบเอากล่องดินสอและหนังสือเรียนของเธอออกมา แทนที่ทับกระดาษ จากนั้นเธอก็เริ่มศึกษาแผนที่อีกครั้งอย่างใกล้ชิด.


I too headed back towards my seat, a renewed sense of curiosity springing up within me.

ผมก็กลับไปยังที่นั่งของผมด้วย ความรู้สึกอยากรู้อันใหม่ก็เกิดขึ้นข้างในผม.


“Hey, Haruhi.”

"นี่ ฮารุฮิ. "


“What is it?”

"ไรเหรอ ? "


Haruhi said as she flicked her eyes upwards.

ฮารุฮิพูดขณะที่เธอขยับดวงตาขึ้นอย่างรวดเร็ว.


“How did you know that Tsuruya-san passed the map to me?”

"เธอรู้ได้ยังไงว่าสซึรุยะส่งแผนที่ให้กับผม ? "


“Tsuruya-san phoned me yesterday.”

"สซึรุยะโทรหาฉัน เมื่อวาน. "


Haruhi replied, this time not even bothering to look up at me.

ฮารุฮิตอบ คราวนี้เธอไม่สนใจจะมองขึ้นมาหาผม.


“You took Shamisen for a walk, didn’t you? You passed by Tsuruya-san’s house as you took him for a walk, that’s how she passed the map to you. It seems that Shamisen is feeling better already, that’s good news!”

"นายพาซามีซันเดินเล่น ไม่ใช่เหรอ ? แล้วนายก็ผ่านบ้านสซึรุยะ ระหว่างที่นายพามันเดินเล่น เธอเลยส่งแผนที่ให้นาย. ดูเหมือนซามีซันจะดีขึ้นแล้วนี่ นั่นเป็นข่าวดีนะ ! "


It was probably Tsuruya-san who had thought of that lie. I’ve never heard of anybody bringing a cat out for a walk amidst this cold weather, and to top it off, it was raining last night. For you to believe such lousy lies, what are you thinking about, Haruhi?

มันน่าจะเป็นสซึรุยะที่กุเรื่องโกหกนั่นขึ้นมา. ผมไม่เคยได้ยินเลยว่ามีใครพาแมวออกไปเดินเล่นท่ามกลางอากาศหนาวๆ และยิ่งกว่านั้น เมื่อคืนวานยังมีฝนตกด้วย. สำหรับเธอ ที่ไปเชื่อเรื่องโกหกห่วยๆ แบบนั้น เธอคิดยังไงเหรอ ฮารุฮิ ?


I pretended to look serious, and acted as if nothing even happened. Haruhi looked as if the school had announced that today was a holiday, as her eyes shone with excitement. “Look, Kyon, this must be where the treasure is buried! It says so right here!”

ผมแกล้งทำเป็นจริงจัง และทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น. ฮารุฮิออกท่าเหมือนว่าทางโรงเรียนประกาศว่าวันนี้เป็นวันหยุดหนึ่งวัน ดวงตาของเธอเป็นประกายด้วยความตื่นเต้น. "ดูสิ คิยอน นี่ต้องเป็นที่ๆ สมบัติถูกฝังอยู่ ! มันบอกว่าตรงนี้แหละ ! "


My gaze fell on the map, which was lying on Haruhi’s table.

ผมเพ่งบนแผนที่ ซึ่งวางอยู่บนโต๊ะฮารุฮิ.


The map was so old, it could probably be sold to a museum as an antique. There were numerous sentences written in black ink, before being signed with a large signature. I gave up trying to decipher the writings, as I looked at the drawings beneath it. There was a mountain, which was no doubt the one I had scaled yesterday, and probably would scale again tomorrow. The map was drawn using black ink, and was very simple, but it succeeded in describing the looks of the mountain perfectly. The words were probably written in ancient writing, but to me, it seemed more like an alien textbook than a map. I probably wouldn’t understand these rich pieces of literature anyway.

แผนที่เก่ามากๆ บางทีมันอาจจะขายให้พิพิธภัณฑ์ในฐานะของโบราณได้. มีประโยคอยู่จำนวนหนึ่งเขียนไว้ด้วยหมึกดำ ก่อนที่จะโดนเซ็นด้วยลายเซ็นต์ใหญ่ ลายหนึ่ง. ผมยอมแพ้ที่จะไปถอดรหัสที่เขียนๆ ไว้ ขณะที่ผมมองดูที่รูปวาดข้างใต้มัน. มีภูเขาอยู่ลูกหนึ่ง ซึ่งไม่ต้องสงสัยเลยว่าเป็นลูกที่ผมปีนมาเมื่อวาน และน่าจะได้ปีนอีกรอบ ในวันพรุงนี้. แผนที่ถูกวางขึ้นโดยใช้หมึกดำ และช่างเรียบง่าย แต่มันก็ประสพความสำเร็จในการอธิบายรูปร่างของภูเขาได้อย่างสมบูรณ์แบบ. คำต่างๆ อาจจะเขียนโดยภาษาโบราณ แต่กับผม มันดูเหมือนหนังสือเรียนชาวต่างดาว มากกว่าเป็นแผนที่. บางทีผมอาจจะไม่เข้าใจการเขียนหนังสือของพวกคนรวยก็ได้.


Haruhi probably did, however, as she translated it out loud to me:

อย่างไรก็ตาม ฮารุฮิอาจจะเข้าใจ เพราะเธอแปลมันออกมาดังๆ ให้กับผม :


“On this mountain, there is something very valuable, something that only my descendants may acquire. It is something that I am sure would make them happy. Whoever seeks the treasure, please dig here.”

"บนภูเขาลูกนี้ มีบางอย่างที่ทรงคุณค่า บางอย่างที่มีเพียงลูกหลานของฉันจะสามารถได้ครอบครอง. มันเป็นบางสิ่งที่ฉันมั่นใจว่าจะทำให้พวกเขามีความสุข. ใครก็ตามที่ค้นหาสมบัติ โปรดขุดที่นี่. "


Beneath the text was signed: “15 Genroku, Tsuruya.”

ข้างล่างข้อความเป็นลายเซ็นต์ " Genroku รุ่นที่ 15 แห่งตระกูลสซึรุยะ. " (Genroku เป็นยุคหนึ่งของญี่ปุ่น นับตั้งแต่ 30 กันยายน 1688 - 13 มีนาคน 1704)


I had no idea which ancestor this was to Tsuruya-san, but he sure did a lot of redundant stuff. What was so important that it required it to be buried in the ground? If it was really as Tsuruya-san said, wouldn’t this be a great prank that escalated over the centuries? It was already several hundred years since the Genroku period. Surely someone in the Tsuruya house must have already dug the treasure up by now?

ผมคิดไม่ออกเลยว่าบรรพบุรุษผู้นี้เกี่ยวพันยังไงกับสซึรุยะ แต่แน่นอนว่าเขาต้องมีข้าวของมากเกินไปแน่. แล้วอะไรมันสำคัญขนาดต้องฝังลงในดินเชียว ? ถ้าเป็นจริงดังที่สซึรุยะบอก นั่นจะไม่ใช่การเล่นตลกครั้งใหญ่ที่บานปลายข้ามศตวรรษเชียวเหรอ ? นี่มันก็หลายร้อยปีแล้ว หลังจากยุค Genroku. แน่นอนว่าใครสักคนของบ้านสซึรุยะต้องขุดสมบัติไปเรียบร้อยแล้ว ?


“Where on Earth is the treasure buried?”

"ขุมทรัพย์โดนฝังไว้ตรงไหนกันนะ ? "


Haruhi said to the uninterested me as she traced her finger all over the map.

ฮารุฮิพูดกับคนที่ไม่ได้สนใจเลยอย่างผม ขณะที่เธอลากนิ้วของเธอไปทั่วแผนที่.


“It isn’t stated anywhere in here, and there’s no ‘X’ sign either! Even though we know it’s a mountain, we still don’t know where to search!”

"มันไม่มีระบุไว้สักจุดในนี้ และก็ไม่มีเครื่องหมาย 'X' อีกด้วย ! ถึงแม้ว่าพวกเราจะรู้ว่ามันเป็นภูเขาลูกไหน พวกเราก็ไม่รู้จะค้นที่ไหนอยู่ดี ! "


“Oh, forget it.”

"โอ ช่างมันเหอะ. "


Haruhi looked at me, clearly stressed by the ordeal.

ฮารุฮิมองที่ผม แน่นอนว่าเป็นความกดดันที่สาหัส.


“If we put our hearts into it, I’m sure we’ll manage to find it.”

"ถ้าพวกเราทุ่มใจลงไป ฉันมั่นใจว่าพวกเราจะสามารถหามันได้. "


Who do you mean by ‘we’? Are you going to rally the townsfolk?

หมายความของคำว่า 'พวกเรา' ของเธอคือใคร ? เธอจะรวบรวมชาวเมืองมาช่วยเหรอ ?


“Of course not, stupid.” Haruhi said as she rolled the map back to its original state, before tying a knot and putting it safely on her desk.

"ไม่ใช่แน่นอน งี่เง่า. " ฮารุฮิพูด ขณะม้วนแผนที่กลับสู่สภาพเดิมของมัน ก่อนที่จะผูกครั้งหนึ่ง และใส่มันในโต๊ะของเธออย่างปลอดภัย.


“It’s just the few of us, of course! You’re in charge of distributing the tasks. Or are you not satisfied with that?”

"มันก็แค่พวกเราไม่กี่คน แน่นอน ! นายมีหน้าที่แจกงานนะ. หรือนายไม่พอใจกับมัน ? "


If I really had a choice, I would have chosen to not participate in this stupid event. I didn’t even know how many tasks there were, or who should I assign each task to. Just as my heart was sighing, the bell rang, as the homeroom teacher Okabe-sensei stepped into class.

ถ้าผมมีทางเลือกจริง ผมก็อยากเลือกจะไม่มีส่วนร่วมกับเหตุการณ์งี่เง่านี่. ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีงานอะไรบ้าง หรือใครที่ผมน่าจะแจกงานให้ทำ. ขณะที่หัวใจของผมกำลังถอนใจ ระฆังก็ดังขึ้น และอาจารย์ ชั่วโมง โฮม